Friday, April 17, 2009

ลีซาน - เรื่องย่อละครตามบทโทรทัศน์ - ลีซาน (53)-(55)

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 53

คีชอนอิกกับพวกเชกาถูกลอบทำร้าย เชกาพยายามบอกลูกน้องทุกคนว่า " ทุกคน อย่าทำอะไรวู่วาม สงบสติไว้
อย่าเห็นการตายเป็นของล้อเล่น หึ ถ้าเราตายจริง
คิดว่าไต้เท้าต้องการเห็นอย่างงั้นหรือเปล่า ทุกคน
ลืมภาพที่ฝ่าบาททรงกอดศพของไต้เท้า กรรแสงออกมาโดยไม่อายใครแล้วหรือ ถ้าตอนนี้
ม้แต่พวกเรายังมีอันเป็นไป แล้วพระทัยของฝ่าบาท จะทนรับได้ยังไง เพราะฉะนั้น
จงอย่าดื้อแพ่งอีก ถือว่าเห็นแก่ฝ่าบาทก็ได้ พวกเราจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่า
เข้าใจหรือเปล่า ในเมื่อทุกคนไม่กลัวตาย ก็ขอให้ใช้ความกล้านี้อยู่ต่อให้เข้มแข็ง
เพื่อไม่ให้ไต้เท้าของเรา เสียสละอย่างไร้ค่าเข้าใจหรือเปล่า" "อาจารย์ ฮือ อาจารย์
ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ"
พระเจ้าจองโจทรงทราบเหตุก็รีบเสด็จมาดูอาการของคีชอนอิก "ฝ่าบาท ทรงอภัยที่หม่อมฉัน
ไม่อาจถวายงานได้อีก" คีชอนอิกหอบ "ใต้เท้าคี ท่านอย่ายอมแพ้ง่ายๆ นะ ทำใจดีๆ ไว้
ข้าจะหาวิธีช่วยท่านให้ได้"



"หม่อมฉัน รู้สึก ตัวเองใกล้จะไม่ไหวแล้ว" "ใต้เท้า" "แม้จะแค่
ไม่กี่เดือนที่ได้ถวายงานต่อฝ่าบาท นั่นก็เป็นความภูมิใจ
อันยิ่งใหญ่สำหรับหม่อมฉันแล้ว เฮ่อ" "ใต้เท้า" " ฝ่าบาททรงให้เกียรติ
ไม่ถือว่าหม่อมฉัน ต่ำต้อยกว่าคนอื่น แต่กลับ ทรงเห็นหม่อมฉัน
มีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนอื่น ขอให้ทรง รักษาพระเมตตานี้ไว้ เพื่อไปใช้กับราษฎร
อีกมากในโชซอนด้วยเถอะ ฝ่าบาท โอย" "ใต้เท้า ไม่นะ อย่าเพิ่งจากข้าไปแบบนี้"
"อาจารย์ๆ ฮือๆๆ อาจารย์ ท่านอย่าทิ้งเราไปนะ อาจารย์ ฮือๆๆ" เชกาเองก็ร้อง
"ใต้เท้าๆ อย่าทิ้งเราไป ใต้เท้าๆ ฮือๆๆ ใต้เท้า ฮือๆๆ ใต้เท้า"
พระเจ้าจองโจทรงนึกถึงคำพูดของคีชอนอิกที่ว่า " เป็นองค์ชายแล้วทำไม
น่าจะได้บทเรียนบ้าง พักก่อนถูกพวกพ่อค้าสั่งสอนจนหน้าหงาย
เพราะที่เราขาดไม่ใช่แค่สินค้าอย่างเดียว จะเป็นของกินหรือของใช้ก็ช่าง
ที่เราขาดคือกำลังซื้อ ถ้าจะไม่ให้ราษฎรลำบาก เราต้องสอนวิธีหาเงินให้พวกเขาด้วย
ฝ่าบาททรงให้เรามาทำงานตรงนี้ ไม่ทราบว่า จะอยู่ได้กี่วันกี่เดือนพ่ะย่ะค่ะ
เชื่อว่าเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย คงไม่ยอมเห็นชอบด้วยง่ายๆ ถ้าวันนี้
เกิดพวกเขารวมกันต่อต้านก็แสดงว่า ความหวังของเรา
จะจบเพียงเท่านี้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" พระเจ้าจองโจทรงรู้สึกผิดต่อคีชอนอิก
"ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง ที่ไม่ได้ดูแลท่าน ข้าเป็นคนไม่เอาไหน
ข้าจะไม่มีวันลืม" เทซูพยายามบีบคั้นนักเลงให้บอกว่าพวกไหนใช้ให้มาทำ
แต่นักเลงไม่ยอมบอก เทซูจึงซ้อม "ฮึ่ม ขอถามเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังปากแข็งอีก
เจ้าจะได้ตามใต้เท้าคี ไปอยู่ปรโลกให้สมใจ" "ไว้ชีวิตข้าเถอะ ไม่ใช่ฝีมือข้าจริงๆ
คืนนั้นพวกเราอยู่ที่มาโพ ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ" "ยังจะปากแข็งอีก นี่แน่ะๆ
ปากแข็งใช่ไหม ตายซะเถอะ ย้าก" "เทซู" ฮงกุกยองเข้ามาห้ามไว้ ทำให้นักเลงหนีไป
"เจ้ากำลังทำอะไร นึกว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้หรือ" "ใต้เท้า" " ไม่มีประโยชน์หรอก
ข้าส่งคนไปสืบเรื่องนี้ตามพระบัญชาแล้ว พวกมันหนีไปจากเมืองหลวงหมด เรื่องที่เกิด
เป็นฝีมือคนในกลุ่มยางวาจิน พอเสร็จงาน ทุกคนก็หายหัวไป" "หา หายหัวไปไหนกันครับ
แล้วเราจะทำไงดี ปล่อยให้คนร้ายที่สังหารใต้เท้าคี ลอยนวลงั้นหรือครับ"
"อย่าเอาแต่ใช้อารมณ์ได้ไหม ไม่หรอก ข้าไม่ยอมให้เป็นอย่างงั้น ฝ่าบาทรับสั่งว่า
ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ต้องจับพวกมันมาลงโทษให้ได้"
ด้านชางแทวูก็ทูลพระเจ้าจองโจอย่างไม่เข้าใจว่า "หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ฝ่าบาทรับสั่ง
เหตุการณ์ที่เกิด เกี่ยวข้องกับขุนนางหัวเก่างั้นหรือ" "
ไม่ต้องทำหน้าแปลกใจอย่างงั้นหรอก ในเวลาเดียวกัน
ทั้งใต้เท้าคีและคนของเขาที่แยกย้ายกลับบ้าน,ถูกทำร้ายพร้อมกัน
แล้วใครจะเป็นผู้บงการ แสดงว่าต้องเกี่ยวข้องกับขุนนางที่คัดค้านไม่อยากให้ลูกอนุฯ
มาทำงาน เป็นเรื่องที่เด็กสามขวบยังนึกได้ ท่านเสนา" "แม้ว่าคนของหม่อมฉัน
จะไม่เห็นด้วยกับการรับลูกอนุฯ มาทำงาน แต่เราเป็นบัณฑิต
จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ได้ยังไง หม่อมฉันไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยจริงๆ" " ใช่
ท่านคงไม่รู้ ไม่ใช่ ต้องบอกว่ารู้ไม่ได้ต่างหาก ไม่งั้นแม้แต่ท่าน
ก็อาจไม่ได้มาอยู่ตรงนี้อีก แต่คิดดูก็น่าแปลก ข้านึกว่า
ขุนนางส่วนใหญ่จะเชื่อฟังท่าน ว่าไงว่าตามกัน ที่ไหนได้ กลับมีพวกแตกแถวอีก
นี่ก็แสดงว่า คนที่กลายเป็นหัวหลักหัวตอ นอกจากข้าแล้วยังมีท่านอีกคนนะนี่"
"ฝ่าบาท" "ยังไงก็ตาม ข้าจะไม่ให้อภัยพวกเขา ใครก็ตาม
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
จับมันมาลงโทษให้ได้"ชางแทวูกลับมาถามมินจูซีและเหล่าขุนนาง "เป็นฝีมือของใคร
เหมือนที่ฝ่าบาทรับสั่ง พวกเรามีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้บงการใช่ไหม" มิ นจูซีรีบบอก
"เอ่อ ไม่มีหรอกครับใต้เท้า ทำไมท่านมาสงสัยเราได้
ทุกวันนี้คนที่ไม่ชอบพวกเขาใช่ว่ามีแต่ฝ่ายเราซะเมื่อไหร่
แม้แต่ชาวบ้านร้านช่องก็เกลียดชังพวกลูกอนุฯ ที่ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอมานานแล้ว
แต่ฝ่าบาทกลับทรงเพ่งเล็งมาที่พวกเรากลุ่มเดียว นี่มันหมายความว่าไงน่ะครับ
ไม่ใช่เพื่อหาข้ออ้างริดรอนอำนาจของขุนนางเก่าหรอกหรือ" "นั่นสิครับใต้เท้า
ถ้าฝ่าบาททรงคิดว่าเราทำก็หาหลักฐานมาสิ
การกล่าวหาเลื่อนลอยก็แสดงว่าจะใส่ร้ายป้ายสีมากกว่าน่ะครับ" " งั้นก็หมายความว่า
ทุกคนยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ใช่ไหม ก็ได้ เมื่อพูดแบบนี้ ข้าก็จะเชื่อซักครั้ง
และไม่คิดว่าพวกเจ้าจะกล้าปิดบังข้า หากทำอะไรนอกลู่นอกทางจริง
แต่มีเรื่องหนึ่งขอให้จำไว้ ทุกคนในที่นี้ไม่ว่าใคร ไปสั่งให้คนนอกทำจริง
ไม่ต้องรอถึงฝ่าบาท แต่เป็นข้า จะจับคนๆ นั้นมาลงโทษให้หนัก"
ขณะที่แชซกจูก็กล่าวกับมินจูซีได้ยินกันเพียงสองคน "เป็นความคิดที่โง่นัก อยู่ดีๆ
จุดประเด็นให้คนอื่นจับผิด นึกว่าแค่กำจัดลูกอนุฯ ไม่กี่คนจะแก้ปัญหาได้หรือ"
"ใต้เท้า ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดอะไรอยู่" "ระวังอย่าให้คนอื่นรู้เข้าละกัน
ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ต่อให้เจ้าเป็นคนโปรดของใต้เท้าชาง เขาก็คงไม่ปกป้องเจ้าแน่
หึ"000000000000000 ฮงกุกยองเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ ทรงตรัสถามว่าสืบได้เรื่องหรือยัง
"พ่ะย่ะค่ะ ส่งทหารหลายหน่วยไปแอบติดตาม ดูว่าพวกขุนนางเก่าไปไหนบ้างพ่ะย่ะค่ะ" "
เชื่อว่าใต้เท้าชางคงสืบเรื่องนี้เหมือนกัน ข้าแกล้งพูดกระทบให้เขาฉุกคิด
ด้วยนิสัยอย่างเขา ยังไงคงต้องสืบหาคนที่กล้าทำเกินเหตุ พลอยให้เขาเสื่อมเสียไปด้วย
ถือว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้ไต้เท้าคี ได้ไปอย่างหมดห่วง ฉะนั้นไม่ว่ายังไง
เราต้องเร่งสืบหา จับคนผิดมาลงโทษให้ได้" "พ่ะยะค่ะ หม่อมฉันจะจำไว้"
สนมวอนพินเข้าเฝ้าพระมเหสีโยอึย ทรงรับสั่งว่า "ท่องบทกุลสตรีให้ข้าฟังซิ"
"กุลสตรีนั้นไม่ใช่เด่นด้วยรูปโฉม หากแต่รู้จักสำรวม มีกิริยามรรยาทที่ดี" "ถูกต้อง
ผู้เป็นกุลสตรีนั้น คือต้องคิดก่อนพูด โอบอ้อมอารี มีความเป็นมิตรกับคนทั่วไป
โดยเฉพาะความสำรวมมีความหมายยังไงบ้าง" "ต้องสำรวมทั้งกายวาจาใจ
ระงับความหึงหวงและริษยา" "ถูกต้อง เพราะความริษยาทำให้ขาดสติ
เหมือนมีเชื้อโรคมากัดกร่อน ฉะนั้น จึงต้องหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านี้"
"ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะจำไว้" "ถ้าอย่างงั้น จงต่อด้วยบัญญัติ 14
ข้อของการเกิดเป็นหญิง ทำไมจู่ๆ ไม่พูดซะล่ะ" "ทรงอภัยด้วยเพคะ
เรื่องแบบนี้แม้แต่สาวใช้ยังรู้ว่าเป็นบทเรียนพื้นฐานของผู้หญิง
แล้วทำไมทรงเอาเรื่องง่ายๆ นี่ มาถามหม่อมฉันอีก" "อะไรนะ" "พระมเหสี
ก่อนหน้านี้หม่อมฉันยอมรับว่าผิดจริง ถ้าไง ทรงอภัยให้ซักครั้งได้ไหมเพคะ" "
ข้าว่าจนวันนี้ เจ้ายังไม่รู้สำนึกซักเท่าไหร่
เจ้าไม่เคยรู้เลยว่าทำไมข้าถึงให้เจ้ามาพบ หรือตัวเจ้าทำอะไรผิดกันแน่
ขนาดความผิดตัวเองยังไม่รู้ แล้ว จะให้ข้ายกโทษได้ยังไง" "พระมเหสี" "หึ
วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้มาพบข้าในเวลานี้อีก มองอะไร
หมดเรื่องแล้วเจ้าจงออกไปได้" สนมวอนพินไม่ค่อยพอใจนัก ร้องไห้จนเป็นลม
พระพันปีเฮคยองทรงทราบเรื่องก็ถามพระมเหสีโยอึย "หึ วอนพินเป็นลม
นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ" "เสด็จแม่" " ข้าเคยบอกเจ้าไว้ว่าไง ให้มีน้ำใจต่อนางหน่อย
มีอะไรก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยจะได้อยู่อย่างปรองดอง แล้วนี่
ให้ท่องบทบัญญัติแล้วยังตำหนิอีก นางเพิ่งเข้าวังมาไม่นาน ย่อมจะไม่รู้กฎเกณฑ์
ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แทนที่เจ้าจะตักเตือน กลับไปแสดงอำนาจ มันถูกต้องแล้วหรือ"
"เสด็จแม่ทรงอภัยด้วยเพคะ ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง"
พระพันปีเฮคยองเสด็จมาเยี่ยมสนมวอนพิน "นั่งเถอะ ไม่ต้องลุกหรอก เฮ่อ วอนพิน
สุขภาพเป็นไงบ้าง ดีขึ้นบ้างหรือยัง" "เพคะ หมอหลวงบอกว่า
อาจเพราะเป็นโรคโลหิตจางนิดหน่อย เสด็จแม่ไม่ต้องทรงห่วงหรอกเพคะ"
"เจ้าต้องทำตัวให้แข็งแรง จะได้มีลูกให้ฝ่าบาทรู้มั้ย" "ขอทรงอภัยด้วยเพคะ" "
ไม่เป็นไรหรอก เรื่องของเรื่อง เพราะเจ้าไม่คุ้นกับชีวิตในวังถึงได้เกิดความเครียด
ไว้ข้าจะพูดกับฝ่าบาท ให้มาตำหนักซุกชางบ่อยๆ จะได้เยี่ยมเจ้าบ้างน่ะนะ ลีซังกุง"
"เพคะ" "ข้าจะเปลี่ยนฉากบังตาในตำหนักนี้ ช่วยไปบอกศูนย์ศิลปะด้วย" "ทราบแล้วเพคะ"
สนมวอนพินแปลกใจ "เปลี่ยนทำไมหรือเพคะ" "วอนพิน
ข้าจะให้เขียนฉากใหม่เพื่อให้เจ้าได้ตั้งครรภ์เร็วๆ ฉะนั้น เจ้าต้องรีบหายไวๆ
จะได้มีข่าวดีให้ข้าบ้างนะ" "ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ" "งั้นก็จงพักผ่อนให้มาก
ข้ามารบกวนคนป่วยตั้งนานก็รู้สึกเกรงใจเหมือนกัน" "เดี๋ยวเพคะเสด็จแม่ หม่อมฉัน
มีเรื่องจะทูลขอ ไม่ทราบจะทรงอนุญาตได้ไหมเพคะ" "พูดมาได้ เรื่องอะไรหรือ"
"ถ้าจะให้ศูนย์ศิลปะรับผิดชอบงานนี้ งั้นหม่อมฉัน เคยรู้จักช่างเขียนคนหนึ่ง
อยากจะมอบหน้าที่ให้นางน่ะเพคะ" "เจ้ารู้จักช่างเขียนด้วยหรือนี่" "เพคะเสด็จแม่"
ทางด้านลีชองที่อยู่กับช่างเขียนชางฮงพุกกำลังฟังกึมฮงบรรเลงเพลง
เพราะพาชางฮงพุกมาเลี้ยง ทำให้เขาหมดเงินเป็นร้อยตำลึง
ดัลโฮดีใจที่จะได้กลับไปทำงานในวัง กับตำแหน่ง ซังมุน มักซูเองก็ชื่นชม
ก่อนจะออกจากบ้าน ลีชองก็เดิมโทรมเข้ามาหา "พี่ดัลโฮ" "ช่างเขียนลี อ้าว เฮ้ย"
"ตายแล้ว เป็นไรไปน่ะ หา" "ช่างเขียนลี นี่มันเกิดอะไรขึ้น ไหงโทรมงี้ล่ะ" "ข้า
แย่แล้ว ไม่มีข้าวจะกิน ขออะไรกินหน่อยได้ไหม ฮือๆๆ" "หา ทำไมอย่างงั้นล่ะ" "ฮือ
กลับไปมีหวังโดนเมียตื๊บแหง ฮือๆๆ" ลีชองกินข้าวจนอิ่ม และเล่าเรื่องให้ดัลโฮฟัง
"สรุปแล้วเรื่องของเรื่องคือ ไปจ่ายค่าเลี้ยงดูปูเสื่อช่างเขียนสับปะรังเคคนนั้น
จนหมดเนื้อหมดตัว แทบไม่ได้กินข้าวซักคำงั้นหรือ" "เฮ่ย ของเก่ายังไม่ทันหมด
ก็สั่งเพิ่มแล้วเพิ่มอีก แล้วใครจะไปทนไหว ข้าเลยต้องอดอยู่คนเดียว" "ถ้าอย่างงั้น
ถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะไปฝึกกับเขาอีกหรือ" "นี่ ทำไมจะไม่ฝึก
ท่านไม่เห็นความเป็นเลิศด้านศิลปะของเขา ยังไงก็ต้องขอความรู้มาซักนิด
แต่เสียดายเขาไม่ยอมสอนซะที" "แต่ข้าว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่นา
จะเป็นพวกต้มตุ๋นหรือเปล่า" ลีชองตกใจ "หา" "ถามจริง
ท่านเคยเห็นช่างเขียนสับปะรังเคนี่ เขียนรูปกับตาหรือเปล่า
ที่ว่าเป็นเรื่องเป็นราวน่ะ" ลีชองคิดตาม "เอ นั่นสิ" "ความหมายของข้าก็คือ
รูปที่ว่าเลิศเลอทั้งหลายเป็นผลงานเขาแน่หรือ" "เอ อึ้ม" "จุ๊ๆๆ ว่าแล้วมั้ยล่ะ
โดนหลอกจนได้ กะอีแค่เอารูปมาวาง คุยว่าตัวเองเก่งแค่นี้ก็หลอกเงินชาวบ้านได้แล้ว"
ลีชองคิดตามทันที000000000000000000 พระเจ้าจองโจทรงตรัสถามฮงกุกยองว่า
"นี่คือนโยบายเลิกทาสโดยรวมใช่ไหม" "พะยะค่ะ หม่อมฉันแค่เขียนคร่าวๆ
เพื่อให้ฝ่าบาททรงแก้ไขข้อบกพร่องอีกที" "ข้ารู้แล้ว เรื่องที่ให้สืบ ไปถึงไหนแล้ว"
"อีกสามวัน จะถวายรายงานให้ทอดพระเนตร" "ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท
เจ้าหน้าที่หอตำรา มาทำงานหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "ทำไมมาเร็วอย่างงี้ล่ะ
แต่ละคนบาดเจ็บไม่ใช่น้อย ต้องพักฟื้นเป็นเดือนถึงจะทำงานได้ไม่ใช่หรือ"
และไม่รอช้า พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปที่หอตำราทันที "นี่มันอะไรกัน
ทำไมรีบมาทำงานเร็วขนาดนี้" " ได้ยินว่ามีงานค้างอยู่มากมาย ทำให้พวกเรา
ไม่อาจพักฟื้นได้อย่างวางใจ ฉะนั้น ถ้าใครพอเดินได้ก็ให้มาทำงาน
ไม่ไหวก็จะหยุดเองพ่ะย่ะค่ะ" เชกาทูล "รีบมาทำไม ไม่ต้องหรอก แต่ละคนสารรูปแบบนี้
จะมาโหมงานหนักได้ยังไง" "ฝ่าบาท" "กลับไปรักษาตัวให้หมด
จนกว่าข้าจะอนุญาตให้มาทำงานอีก เสียใต้เท้าคีคนเดียวก็พอแล้ว
ข้าไม่อยากเสียพวกท่านไปอีกเข้าใจมั้ย" " ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ
เราจะไม่ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วงอีก ตอนนี้ถ้าวิญญาณใต้เท้าคีได้รู้
คงซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างมาก เขาเคยบอกว่า อยากทำงานให้พระราชาที่มองการณ์ไกล
ในที่สุดฝันก็เป็นจริง ส่วนพวกเราก็จะเจริญรอยตาม ฉะนั้นฝ่าบาท
อย่าทรงห้ามพวกเราเลยพ่ะย่ะค่ะ" "แต่ว่าท่าน" " ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ
ตราบใดที่พวกเรายังมีแรงทำงาน จะช่วยฝ่าบาทปฏิรูปการเมือง สร้างฝันให้เป็นจริง
เพราะฉะนั้น อย่าทรงไล่พวกเรากลับไปเลยพ่ะย่ะค่ะ" "อย่าทรงไล่พวกเราเลยพ่ะย่ะค่ะ"
พระเจ้าจองโจทรงถอนพระทัย พวกเทซู ซอจังบู คังซกกีพากันมารายงานฮงกุกยอง
"เราสะกดรอยไต้เท้า “มินจูซี” เจ้ากรมแรงงานและเจ้ากรมราชทัณฑ์
ไม่พบอะไรน่าสงสัยเลยครับ ทุกคนทำงานปกติ เพียงแต่ระวังตัวมากขึ้น"
"แต่เราส่งคนไปสอดแนมที่หอนางโลมที่พวกเขาไปบ่อยๆ ไม่นานคงจะมีข่าว" "แต่ว่า
นี่ก็ผ่านไป 3 วันแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อ คดีจะยิ่งมืดแปดด้าน
เราต้องเร่งมือเข้าไว้" "ทราบแล้วครับ" ฮงกุกยองเรียกไว้ "เทซูอย่าเพิ่งไป" "ครับ
มีอะไรหรือครับ" "ข้าว่า เราไม่ต้องเสียเวลาสืบอีกแล้ว ต้องทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้พวกเขาเกิดความเคลื่อนไหว เอานี่ไปดู" "เอ่อ นี่คืออะไรครับ"
"เปิดอ่านก่อนสิ" "หา เป็นไปได้ยังไง ใต้เท้า หมายความว่า
คนบงการให้ทำร้ายเจ้าหน้าที่หอตำราก็คือ" "ใช่แล้ว"
ทั้งสองคนพากันไปพักทำร้ายมินจูซีและจับตัวมาซ้อม
ฮงกุกยองต้องบอกให้เทซูหยุดเขาจึงเลิกซ้อมมินจูวี "หา หึ ทำไมพอแค่นี้ล่ะครับ
น่าจะให้เจ้าหมอนี่" "พอแล้ว นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น" "อึ้ม อึ้ม อึ้มๆ
พวกเจ้าเป็นใคร แน่จริงบอกข้ามาซี่" "เฮ่อๆๆ เราเป็นใครน่ะหรือ
ช่างเป็นคำถามที่โง่สิ้นดี ถ้าเรายอมเผยตัว จะพามาที่นี่ให้เสียเวลาทำไม" "หา หนอย
อะไรนะ หึ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่"
"ข้ารู้ว่าทำไมท่านต้องเล่นงานขุนนางที่เป็นลูกอนุฯ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลของการเป็นศัตรู จะมีจุดจบยังไงใช่ไหม" มินจูซีตกใจ "หา" "
แต่ว่า พวกเราทุกคนไม่เพียงแต่รู้พฤติกรรมของท่าน
แถมยังรู้อีกว่ายังมีใครสมรู้ร่วมคิดกับท่านอีก แน่นอนว่า
เราเอาหลักฐานไปให้ทางการดูก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างงั้น พวกท่านก็จะสบายเกินไป" "หา
เอ่อ" "ในเมื่อมีแบบอย่างให้เห็นก่อน ข้าก็จะให้รับผลตอบแทนในแบบเดียวกัน"
มินจูซีไอนิด "เพราะฉะนั้น จงรออีกซักครู่ สิ่งที่เจ้าหน้าที่หอตำราได้รับ
ท่านก็จะได้รับคืน ด้วยสิ่งตอบแทนที่เท่าเทียมกัน" "หา เอ่อ อึ้มๆ บังอาจนัก
ข้าจะสืบให้รู้ว่าพวกเจ้าเป็นใครแน่ แล้วข้าจะกลับมาแก้แค้น จะกลับมาแก้แค้นให้ได้
พวกเจ้าจำไว้ให้ดี" เทซูของอีกทีหนึ่ง จนมินจูซีร้องลั่น นัมซาโชมาพบฮงกุกยอง
แต่ดัลโฮบอกว่าออกไปตอนหัวค่ำ "งั้นไม่เป็นไร แต่เห็นเจ้ากลับมาทำงานอีกครั้ง
ข้าก็รู้สึกดีใจ เฮ่อๆๆ" "แหะ ข้าก็เหมือนกัน ได้เจอใต้เท้าอีก ข้าก็แสนดีใจ เฮ่อๆๆ
หึ นับแต่นี้ ข้าจะขอรับใช้ท่านจนวันตายน่ะครับ" "เฮ่อๆๆ ขอบใจมาก"
"เดี๋ยวครับใต้เท้า คือ นี่ก็เลยเวลาออกเวรแล้ว ข้าจะขอกลับบ้านได้ไหม" "อะไรกันนี่
เพิ่งพูดอยู่หยกๆ ว่าจะรับใช้ข้าจนวันตายไง ไม่ทันไรจะกลับบ้านแล้วหรือ" "เฮ่อๆๆ
ทำไงได้ เดี๋ยวนี้ข้ามีครอบครัวแล้ว แหะๆๆ" "เฮ่อๆๆ นึกว่าอะไร เอาเถอะ รีบๆ ไปซะ"
"ครับ ขอบคุณใต้เท้ามาก ฮ่าๆๆ" "เฮ่อๆๆ เจ้าหมอนี่ เฮ่อๆๆ"
นัมซาโชกลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ "พูดเล่นหรือเปล่า ทำไมท่านฮงไม่อยู่ในวังล่ะ
ตามหลักเวลานี้ เขาน่าจะยุ่งกับการเขียนประกาศ ที่จะเสนอวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ"
"ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันจะให้คน ไปหาอีกครั้งดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่ต้อง
ไม่จำเป็นหรอก" เวลานั้นฮงกุกยองยังคงคุยกับเทซูอยู่ " เฮ่อ ยังไงข้าก็เชื่อว่า
มินจูซีเป็นผู้บงการเรื่องนี้ เมื่อเราขู่ว่ามีหลักฐานในมือ มันก็ต้องร้อนตัว
รีบดูว่ามีอะไรรั่วไหลหรือเปล่า หลังจากนั้น เราค่อยถือโอกาสตลบหลังอีกที"
"ทราบแล้วครับใต้เท้า" "แต่ว่า ถ้าให้ฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ ต้องไม่ให้อภัยเราแน่
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ว่ายังไง ต้องปิดเป็นความลับล่ะ" " ไม่ต้องห่วงหรอกครับ
บอกตามตรง ในความคิดของข้า ขอเพียงจับคนร้ายได้ จะใช้วิธีไหนก็ช่าง เอ่อ
แต่ข้าสงสัยว่า เราจะเล่นงานมินจูซีคนเดียวหรือ
ทำไมไม่ลองหยั่งเชิงขุนนางอื่นดูบ้างล่ะครับ" "อย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าเคยพูดว่าไง
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เราจะค่อยๆ กดดันคนพวกนี้ คอยดูไปเถอะ"
วันต่อมาพระเจ้าจองโจทรงทราบจากแชจีคยอมว่ามินจูซีถูกลอบทำร้าย
"ใต้เท้ามินจูซีถูกคนลอบทำร้าย เป็นความจริงหรือนี่" "จริงพ่ะย่ะค่ะ
เห็นว่าเมื่อคืนถูกคนอุ้มไป โชคดีว่า ไม่ถึงขนาดปองร้ายถึงชีวิต
แต่ก็บาดเจ็บจนไม่อาจมาประชุมเช้านี้ได้" "หา" พระเจ้าจองโจทรงตกพระทัย "หึ
ขุนนางถูกปองร้ายอยู่เรื่อย จนน่าเป็นห่วงว่า
ชาวบ้านจะพลอยอกสั่นขวัญแขวนด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ" " ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ หึ
ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อซักครู่ที่ท่าเรือ “กวางจิน” มีคนพบศพเจ้ากรมอาญา
ใต้เท้า ลีตงซู พ่ะย่ะค่ะ" "เจ้ากรมอาญาน่ะหรือ" หัวหน้าองครักษ์มาขอเฝ้า
"ท่านนายกอง ได้ข่าวว่าเจ้ากรมอาญาเสียชีวิตแล้วหรือ" " ทูลฝ่าบาท ศพของท่านเจ้ากรม
เมื่อเช้ามีคนไปพบอยู่ที่ท่าเรือกวางจินพ่ะย่ะค่ะ จากคำให้การของบ่าวไพร่
เห็นว่าเมื่อคืนท่านเจ้ากรมกลับถึงบ้าน แล้วจู่ๆ
ถูกคนแปลกหน้าจับกุมออกไปอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ" "มีใครเห็นหน้าตาคนร้ายหรือเปล่า"
"ทูลฝ่าบาท เนื่องจากตอนนั้นมืดมากเลยไม่มีใครเห็นชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าฝ่าบาท
มีเรื่องหนึ่ง ที่น่าประหลาดพ่ะย่ะค่ะ" "เรื่องอะไร" "หึ มือของผู้ตาย
มีตัวอักษรเขียนอยู่พ่ะย่ะค่ะ" พระ เจ้าจองโจทรงทอดพระเนตร "นี่มัน คำว่า “อีก”
นี่นา หมายความว่าไง จู่ๆ มีอักษรอยู่บนตัวผู้ตาย แสดงว่า คนร้ายที่ลงมือ
ต้องการสื่อความหมายบางอย่างใช่ไหม" "พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกัน
และจะขอทูลว่า คำว่า “อีก” ที่เห็นนี้
จะหมายถึงอาจเกิดเรื่องทำนองนี้ซ้ำอีกหรือเปล่า"
พระเจ้าจองโจทรงรับสั่งกับนัมซาโชว่า "เพื่อแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเจ้ากรมอาญา
ให้ส่งผ้าไป 50 พับเป็นการปลอบขวัญ" "พ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าหน้าที่หอตำราเกิดเรื่องยังไม่ทันถึง 4 วันด้วยซ้ำ
ทำไมถึงได้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีกได้นะ" "เอ่อ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า หมู่นี้ในวัง
มีข่าวลือที่ไม่เป็นมงคลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิด" "ข่าวลืออะไร" " นั่นก็คือ
วันเดียวมีขุนนางผู้ใหญ่เกิดเรื่อง 2 คน บวกกับก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย
หลายคนบอกว่าต้นตอน่าจะมาจากการแก้แค้นพ่ะย่ะคะ"000000000000
ฮงกุกยองปะหน้ากับชางแทวู แต่เขาจะเดินเลี่ยง จนชางแทวูต้องเป็นฝ่ายทัก
"อย่าเพิ่งไป จะไม่มีแก่ใจมาทักทายข้าบ้างหรือ" "ทักทายท่านน่ะหรือ
ข้าไม่เข้าใจความหมายที่พูด" "ที่ใต้เท้ามินจูซีเกิดเรื่อง เจ้าคงรู้แล้วสินะ
เมื่อมาเจอข้า ยังไงก็น่าจะทักทายโดยมรรยาท ในฐานะผู้น้อยก็ยังดี"
"ใต้เท้าโปรดอภัยด้วย เพราะหมู่นี้เกิดเรื่องมากมาย ทำให้ข้าเครียดจนไม่ทันคิด
ท่านอย่าถือสาเลยนะ" " จริงหรือ เครียดขนาดนั้นเชียว เอ แต่มันก็น่าแปลก
ข้าดูสีหน้าเจ้าออกจะแช่มชื่นยังกะอะไรดี หรือท่านเจ้ากรมเห็นว่าไงบ้าง
ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อคืน
แต่ใต้เท้าฮงกลับทำเฉยเมยเหมือนทองไม่รู้ร้อน ราวกับว่าเรื่องที่เกิด
เขารู้แก่ใจแต่แรกอยู่แล้ว" พระเจ้าจองโจ แชจีคยอมและนัมซาโช นั่งปรึกษากัน "
วันเดียวมีขุนนางผู้ใหญ่เกิดเรื่อง 2 คน บวกกับก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย
หลายคนบอกว่าต้นตอน่าจะมาจากการแก้แค้นพ่ะย่ะค่ะ" นัมซาโชกล่าว พระเจ้า
จองโจทรงอึ้ง "พูดเล่นหรือเปล่า ทำไมท่านฮงไม่อยู่ในวังล่ะ ตามหลักเวลานี้
เขาน่าจะยุ่งกับการเขียนประกาศ ที่จะเสนอวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ"
"เห็นว่าเมื่อคืนถูกคนอุ้มไป โชคดีว่าไม่ถึงขนาดปองร้ายถึงชีวิต
แต่ก็บาดเจ็บจนไม่อาจมาประชุมเช้านี้ได้" "หรือว่า หรือจะเป็นใต้เท้าฮง"
พระมเหสีโยอึยจะเสด็จนำยาไปให้สนมวอนพิน แต่เจอกับซองซงยอน "อ้อ ซงยอน" "พระมเหสี"
"เจ้ามีธุระอะไรถึงได้เข้าวังน่ะ" "เอ่อ
มีคำสั่งจากในวังให้มาเขียนฉากบังลมน่ะเพคะ" "ฉากบังลมหรือ เขียนให้ตำหนักไหนน่ะ"
สนมวอนพินตอบแทนว่า "ตำหนักของหม่อมฉันเองเพคะ ข้าจัดสถานที่ให้เจ้าเรียบร้อย
เข้าไปดูได้" "ทราบแล้วเพคะ" " ซงยอนอย่าเพิ่งไป วอนพิน ข้าเคยบอกว่าไง
คราวนี้เจ้าจะแผลงฤทธิ์อะไรอีก อยู่ดีๆ ให้นางเข้าวังมาทำไม นี่แสดงว่า
เจ้าเห็นคำพูดข้าไม่มีความหมายใช่ไหม" "ไม่เป็นความจริงเลยเพคะ
หม่อมฉันจะกล้าลบหลู่พระมเหสีได้ยังไง และไม่เคยเห็นรับสั่งของพระมเหสีไม่สำคัญ
เพียงแต่ ทำตามรับสั่งของเสด็จแม่ต่างหาก" "รับสั่งของเสด็จแม่หรือ" "เพคะ
เสด็จแม่มีรับสั่งให้นางมาเขียนฉากบังลมที่ตำหนักของหม่อมฉัน แล้ว
จะให้หม่อมฉันทำไงได้ล่ะเพคะ เสด็จแม่ทรงเป็นผู้ใหญ่ในวัง หม่อมฉันแค่ทำตามรับสั่ง
ก็ถือว่าเคารพกฎเกณฑ์แล้วไม่ใช่หรือเพคะ" พระมเหสีโยอึยตรัสกับซองซงยอนว่า "ถ้าไง
ข้าจะทูลเสด็จแม่ให้เปลี่ยนช่างเขียนอื่นมาแทน เพราะฉะนั้น เจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ"
"เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดอะไร โปรดอย่าทรงถือสาเลย" "ซงยอน" "
เพราะหม่อมฉัน ทำให้พระมเหสีทรงบาดหมางกับพระสนมแล้ว คราวนี้
อย่าให้มีปัญหาจะดีกว่านะเพคะ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า เรื่องพวกนี้
เป็นงานของหม่อมฉันอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไง
หน้าที่ของช่างเขียนก็คือเขียนรูปตามแต่ในวังจะมีคำสั่ง และหม่อมฉัน
ก็เป็นช่างเขียนที่ต้องทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพราะฉะนั้น
หม่อมฉันจะตั้งใจทำงานให้ดี ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ" "ซงยอน"
"หม่อมฉันขออภัยด้วยเพคะ และขอบพระทัยที่พระมเหสีทรงเมตตา"
โชบีคุยกับซองซงยอนถึงการเขียนภาพฉากตำหนักของสนมวอนพิน "ข้าว่าตำหนักของพระสนม
เขียนฉาก 6 บานจะเหมาะกว่า 8 บานที่ดูเทอะทะ แล้วเจ้าว่าจะเขียนรูปอะไรดีล่ะ"
"ข้าว่า อยากจะเขียนรูปดอกบัว" "เขียนรูปดอกบัวหรือ" "ใช่ เป็นดอกบัวทั้ง 6
บานน่าจะเหมาะที่สุด" " ฮ่า จริงด้วยสินะ ดอกบัวหมายถึงความมั่งมีศรีสุข
ถ้าบานเต็มที่จะสวยมากเลย หึๆๆ งั้นเรากลับไปบอกไต้เท้าปาร์ค แล้วก็เริ่มเขียนละกัน
หึๆ" ซองซงยอนเห็นด้วย "ได้" แชซังกุงบอก "พระสนมเสด็จมา" สนมวอนพินเข้ามา
"เป็นไงบ้าง คิดหรือยังว่าจะเขียนเป็นรูปอะไร" "คิดแล้วเพคะ" "
เห็นบอกว่าเวลาเขียนรูป ต้องกลับไปเขียนที่ศูนย์ศิลปะใช่ไหม เพื่อไม่ให้วุ่นวาย
มาเขียนที่นี่ก็ได้ ข้าจะดูว่าฉากบังลมของเจ้า จะออกมาในลักษณะไหน" "เอ่อ
แต่ว่าพระสนม การเขียนรูปต้องใช้เวลา อยู่ที่ศูนย์ฯ จะดีกว่านะเพคะ
เพราะมีอุปกรณ์เครื่องเขียนพร้อม" แชซังกุงดุ "บังอาจ กล้าดียังไง
ขัดรับสั่งพระสนมน่ะ" "เอ่อ คือ ทรงอภัยด้วยเพคะ" "สรุปคือ
มาเขียนที่ตำหนักข้าละกัน ไม่ต้องพูดมาก เจ้าต้องมาทุกวันนั่นแหละ" "เพคะ"
พอออกมาโชบีก็โวยวายว่าไม่มีเหตุผล แต่ซองซงยอนปรามไว้
และพอทั้งสองกลับไปที่ศูนย์ก็ถามช่างเขียนตั๊กว่าลีชองมาทำงานหรือยัง
"ป่วยอะไรนักหนา,ไม่เห็นหน้าตั้ง 3-4 วัน" "นั่นสิคะ
ถึงเขาจะชอบอู้งานแต่ไม่เคยหายหน้าไปนานขนาดนี้" "อึม นี่ ต้องเดินอีกไกลมั้ย"
"ไม่ค่ะ จวนถึงแล้ว แถวนี้แหละ เลยบ้านหมอคนหนึ่งไปก่อน"
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลีชองที่ถูกภรรยาไล่ตีจนหนีออกมา
"นึกว่าไม่สบายจะไปเยี่ยมหน่อย ที่แท้ก็โกหก ข้าจะไปบอกไต้เท้าปาร์คเดี๋ยวนี้
จะได้ลงโทษซะบ้าง" ช่างเขียนตั๊กบ่นว่า ซองซงยอนรีบห้ามก่อน "เอ่อ
ใจเย็นก่อนเถอะค่ะ ไม่แน่เขาอาจมีความจำเป็นบางอย่าง" " จำเป็นอะไร
เจ้าอย่าโง่นักเลย ไม่ได้ยินหรือว่าเขาไปเที่ยวหอนางโลมน่ะ เฮ่ย
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ข้าอุตส่าห์เก็บงานให้เขาจนแทบไม่ได้กลับบ้าน"
ช่างเขียนตั๊กกลับไปบอกปาร์คยองมุน
ปาร์คยองมุนจึงตามไปพบลีชองกำลังบังคับให้ช่างเขียนชางฮงพุกเขียนภาพให้เขาดู "เอ่อ
ใต้เท้า ฟังข้าอธิบายก่อนเถอะครับ" "ข้าไม่ฟัง ตอนช่างเขียนตั๊กมาบอก
ข้ายังไม่เชื่อ ทำไมถึงได้ทำตัวเหลวไหลนัก
แบบนี้เท่ากับทำให้ศูนย์ศิลปะเสื่อมเสียด้วยรู้มั้ย" "ใต้เท้าอภัยด้วย ข้าเพียงแต่"
"พอที ข้าไม่อยากพูดกับเจ้าและไม่อยากฟังด้วย ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ไม่ต้องมาทำงานอีก"
"ใต้เท้าปาร์ค" ซองซงยอนช่วยขอร้อง "อภัยให้เขาซักครั้งเถอะค่ะ
เขาทำแบบนี้อาจมีความจำเป็นก็ได้" "ใต้เท้า อภัยให้ข้าเถอะครับ ใต้เท้า ฮือๆๆ"
แล้วทันใดนั้นชางฮงพุกก็เสียงดังออกมาให้นำเหล้ามาให้เขา
ปาร์คยองมุนจึงได้พบกับชางฮงพุก "ฮึ่ม หา เอ่อ ใต้เท้า ชางยง”
ชางฮงพุกนอนกรนเสียงดัง ลีชองจึงถามปาร์คยองมุนว่า "เดี๋ยว ใต้เท้าปาร์ค
เขาเคยเป็นช่างเขียนจริงหรือครับ" " เฮ่ย ไม่ใช่ช่างเขียนธรรมดา
เคยถวายการเขียนพระรูปถึง 4 ปีติดต่อ จนเป็นช่างเขียนคนแรกที่ขึ้นถึงระดับ 4
ตามตำแหน่งเรียกว่าใต้เท้า ชางยง” ลีชองตาโต "โห" "แสดงว่าเขาก็คือ ช่างเขียน
“ชางฮงพุก” ที่ฝากผลงานภาพดอกเหมย อยู่ในห้องทำงานของเราหรือคะ" ซองซงยอนว่า " ใช่
ถูกต้อง ทุกคนคงเคยเห็นงานของเขา จะรู้ว่านั่นเป็นลายเส้นที่เฉียบคม
ไม่มีใครเลียนแบบได้ แต่แล้ว วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็หายไปจากศูนย์ศิลปะ ไม่มีข่าว
ไม่ติดต่อใครมาสิบกว่าปี แล้วช่างเขียนลี ทำไงถึงรู้จักเขาได้น่ะ" "เอ่อ คือข้า
ข้าก็ไม่รู้ว่า" ชางฮงพุกพลิกตัว "อ้าว เฮ้ยๆๆ พังหมดๆ" "ใต้เท้า ใต้เท้าชางยง
ใต้เท้า" "ใต้เท้าๆ" ลีชองพยายามปลุกแต่ไม่ได้ผล ชาวบ้านมุงดูประกาศ
เทซูจึงเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทหารจึงบอกว่าเจ้ากรมแรงงาน ปาร์คจองมยอง
ถูกฆ่าตายอีกคน พวกชาวบ้านวิจารณ์ เทซูมาบอกพวกซอจังบู กับคังซกกี "ว่าไงนะ
ไม่แค่เจ้ากรมแรงงาน ใต้เท้าปาร์คจองมยอง แม้แต่ผู้ช่วยเจ้ากรมปกครองก็ตายด้วยหรือ"
"ใช่ และเหมือนกับสองศพที่แล้ว คือมีอักษรคำว่า “อีก” เขียนที่มือผู้ตายเหมือนกัน"
" อะไรกันนี่ หมายความว่า นี่เป็นฆาตกรรมต่อเนื่องใช่ไหม หึ
ต้องมีใครบงการเบื้องหลังแน่ คนๆ นี้ จะค่อย ๆ กำจัดพวกขุนนางหัวเก่าทีละคน" "เฮ่ย
เทซู เจ้าคงรู้อะไรใช่ไหม" "หา อะไรนะครับ ท่าน หมายถึงอะไรน่ะ"
"มีเสียงร่ำลือว่าเป็นฝีมือไต้เท้าฮงสั่งให้ทำแบบนี้" เทซูอึ้ง "หา"
"ถ้าเป็นจริงละก้อ เรื่องจะยิ่งบานปลายกันใหญ่ เพราะฉะนั้น
ถ้าเจ้ารู้อะไรก็รีบพูดมาเถอะ" พวกขุนนางต่างพากันคิดว่าเป็นฝีมือของฮงกุกยอง
ชางแทวูจึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "มีเรื่องอะไร" "เขาคือเลขาของกรมอาญาพ่ะย่ะค่ะ"
ชางแทวูกราบทูล "แล้วทำไมต้องพาเลขากรมอาญามาพบข้าที่นี่ด้วย"
"หม่อมฉันกำลังสืบหาคนบงการฆ่าเหล่าขุนนาง จับมาลงโทษ
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก"
แล้วชางแทวูก็บอกว่าทุกคนคิดว่าการที่ขุนนางเสียชีวิตเป็นฝีมือของฮงกุกยอง "
ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะ บอกว่าเกี่ยวข้องกับใต้เท้าฮงหรือ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้
ข้ารู้นิสัยเขาดีกว่าใคร เขาจะไม่มีวันขัดคำสั่งข้า ทำเรื่องเลวร้ายแน่"
"เท่าที่ฟังดู เหมือนใต้เท้าฮงไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตา
เท่ากับที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัย" "ท่านเสนา" "ฝ่าบาท หม่อมฉันมีสิ่งยืนยัน
มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าใต้เท้าฮง เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ" "อะไรนะ" "
หลังจากที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนของหอตำราถูกทำร้ายอาจเกี่ยวข้องกับขุน
นางหัวเก่า หม่อมฉันจึงได้ส่งคนไปสืบ จนพบความจริงที่น่ากลัวอย่างหนึ่งเข้า
นั่นก็คือไต้เท้าฮงซึ่งเป็นคนโปรดของฝ่าบาท
ไปว่าจ้างนักเลงอันธพาลในตัวเมืองให้ลอบทำร้ายไต้เท้ามินจูซี
ตอนนี้พวกนักเลงได้ถูกจับกุมและสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
แม้แต่ตัวฮงกุกยองเองพอรู้เรื่องจากแชจีคยอมถึงกับอึ้งไป "ใต้เท้าว่าไงนะครับ
บอกว่าข้า เป็นผู้บงการสังหารเหล่าขุนนางงั้นหรือ"
"มีข่าวว่าเจ้าติดต่อพวกนักเลงให้ลอบทำร้ายใต้เท้ามินจูซี เป็นความจริงหรือเปล่า"
ฮงกุกยองอึกอัก "เอ่อ" แชจีคยอมรู้ว่าเป็นเขาจริงๆ "ทำไมถึงได้บุ่มบ่ามขนาดนี้
เจ้าไม่รู้หรือว่า ถ้าเรื่องบานปลายมันจะยิ่งแย่น่ะ" "ข้ายอมรับว่าจ้างคน
ไปทำร้ายมินจูซีจริง เอ่อ แต่ว่า การตายของขุนนางอื่น ข้าไม่รู้อะไรด้วย
ข้าไม่เคยทำเรื่องแบบนี้จริงๆ นะครับ" แช จีคยอมถอนใจและบอกฮงกุกยองว่า
"พูดตอนนี้ใครจะเชื่ออีก เข้าใจหรือเปล่า ถึงเจ้าพูดความจริง
แต่ลำพังแค่เรื่องใต้เท้ามิน เจ้าก็ยากจะพ้นมลทินได้แล้ว"
ฮงกุกยองมาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "นั่งลง รู้มั้ยว่าท่านไปทำอะไร
ให้ข้าเดือดร้อนอีกแล้ว" ฮงกุกยองถอนใจ "เฮ่อ" "ทำไมต้องทำเรื่องแบบนี้ด้วย
หรือว่าข้า ดูท่านผิดไปจริงๆ" "ทรงลงอาญาหม่อมฉันเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
"สมัยที่ข้ายังเป็นองค์ชาย ท่านก็เคยทำเรื่องแบบนี้ แล้วทำไมยังไม่เข็ด
ปล่อยให้ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก" "หึ หึ เรื่องของเรื่อง เพราะหม่อมฉันวู่วาม
ไม่คิดให้รอบคอบ ขอได้โปรด ลงอาญาหม่อมฉันด้วยเถอะ" "
ข้าไม่อยากฟังคำพูดแบบนี้จากท่านอีก ขุนนางทั้งหลายต่างก็เรียกร้อง
ว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินคดีกับท่านให้ได้ และพวกเขายังมี
หลักฐานที่ท่านไม่อาจดิ้นหลุด เชื่อว่ายังไงคงจะเอาเรื่องถึงที่สุดแน่ ไหนๆ
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านคิดว่าจะทำไงดี" "ฝ่าบาท หม่อมฉัน ยินดีรับการไต่สวน"
"ท่านบอกว่ายินดีหรือ" " หม่อมฉันจะไปกรมอาญา รับการไต่สวนเอง
ที่มีการเข่นฆ่าเหล่าขุนนาง ไม่เกี่ยวกับหม่อมฉันจริงๆ เพราะฉะนั้น
โปรดให้หม่อมฉันไปยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฮือ"
เทซูรู้เรื่องก็รีบมาถามฮงกุกยองว่า "เอ่อ ใต้เท้า ได้ยินว่าท่านไปเข้าเฝ้า
ตกลงเรื่องเป็นไงครับ" "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง" "แต่ว่า การตายของเหล่าขุนนาง"
"ไม่ว่าข้าจะเป็นไง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องมายุ่ง เข้าใจมั้ย
อย่าเอาตัวเองมาพัวพันเด็ดขาด" "เอ่อ แต่ว่าใต้เท้า" "ฟังนะ
หน้าที่ของเจ้าคือทำงานตามที่ข้าสั่ง เพราะสำหรับฝ่าบาทแล้วนี่คือสิ่งสำคัญ
เข้าใจมั้ย" พระหมื่นปีจองซุนทรงทราบเรื่องฮงกุกยองก็กระหยิ่มในใจว่า "ฮงกุกยอง
เจ้ายังจะทำหยิ่ง ปฏิเสธความช่วยเหลือจากข้าอีกมั้ย" ฮงกุกยองไปกรมอาญาแล้ว
แชจีคยอมเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "ท่านมาแล้วหรือใต้เท้า" "นี่ก็ดึกมากแล้ว
ยังไม่เข้าบรรทมอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ข้ารู้สึกไม่ง่วงเลย ไม่รู้เพราะอะไร
หมู่นี้นอนยังไงก็ไม่หลับซะที" "ฝ่าบาท กรมอาญามาทูลถามว่า
ถ้าจะทำการไต่สวนไต้เท้าฮง คงต้องใช้การทรมานจะได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
เทซูจะไปขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ แต่พระองค์ไม่อยู่
เวลานั้นพระเจ้าจองโจเสด็จไปหาฮงกุกยองที่กรมอาญา "หา เอ่อ ฝ่า ฝ่าบาท หึ หึ ฝ่าบาท
เสด็จมา มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" " ข้าคิดไปคิดมา รู้สึกยังไม่ได้ถามท่าน
ว่าทำไมถึงได้ทำอย่างงั้น ข้าเชื่อว่าท่านคงมีบางอย่างจะพูดกับข้า
แต่ข้าไม่ได้ถามว่า ท่านทำเพราะอะไร" "เอ่อ ฝ่าบาท" "ถ้าจะพูดอะไรก็พูด
ไม่ต้องเกรงใจ ข้าพร้อมจะฟัง คำพูดจากใจจริงของท่าน" "ฮือ ฝ่าบาท"
"ท่านบอกว่าที่มีการสังหารเหล่าขุนนาง ไม่เกี่ยวกับท่าน เป็นความจริงหรือเปล่า"
"ฮือ ฝ่าบาทจะทรงเชื่อหรือเปล่า ฮือๆๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร
สิ่งที่หม่อมฉันทูลต่อฝ่าบาท จะทรงเชื่อมั้ยพ่ะย่ะค่ะ"
เวลาต่อมาชางแทวูเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจและทูลถามว่า "ฝ่าบาท
หม่อมฉันเสนาซ้ายชางแทวูมีเรื่องจะทูลถาม" "เรื่องอะไร เชิญพูดมาได้" "
พระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อเช้านี้ขณะที่หม่อมฉันเข้าวังมา
ได้ยินว่าฝ่าบาทสั่งห้ามไม่ให้มีการทรมานฮงกุกยอง
ไม่ทราบเป็นความจริงหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ เป็นความจริง" พวกขุนนางพากันถาม "หา
ทำไมอย่างั้นล่ะ" "ฮงกุกยองเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น มีอะไรต้องสอบอีก ถึงขั้นใช้วิธีทรมานด้วย" "ทำไมจะไม่มี
เขายังเป็นผู้บงการให้สังหารเจ้ากรมอาญา เจ้ากรมแรงงานและผู้ช่วยกรมปกครอง" "
แต่เมื่อคืนนี้ ข้าไปพบฮงกุกยองที่เรือนจำมา เขายืนยันว่า
เรื่องที่เกิดไม่เกี่ยวกับเขาเลย เพราะฉะนั้น
ข้าจึงสั่งให้ยุติการไต่สวนแต่เพียงเท่านี้" "ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ควรยุติง่ายๆ
คนที่ไม่ถูกทรมานจะยอมรับความผิดได้ยังไง และฝ่าบาททรงมีเหตุผลอะไร
ถึงให้ยุติการไต่สวนโดยไม่มีหลักฐานมาหักล้างซะก่อน" "ท่านต้องการหลัก ฐานใช่ไหม
หมายความว่า แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าฮงกุกยองไม่เกี่ยวข้องก็พอแล้วสิ ก็ได้
ถ้าอย่างงั้น ข้าจะเอาหลักฐานออกมา ให้ทุกท่านเห็นว่าเขาบริสุทธิ์จริงหรือเปล่า"

จบ53

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 54 "

ฝ่าบาท หลักฐานที่จะนำมายืนยันนั้น ไม่ทราบว่าคือ" ชางแทวูถาม " ขุนนางที่อยู่นี่ อาทิเช่นเจ้ากรมวัง เจ้ากรมพิธีการ
คังฮักซู รวมถึง รองเจ้ากรมวังมินวูแท
ล้วนเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ของใต้เท้าฮงได้" " ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม
เราจะเป็นพยานให้ใต้เท้าฮงได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง
ขอได้โปรดทรงให้ความกระจ่างด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ" ขุนนางอีกคนกล่าว "ก็ไม่ แปลกหรอก
คนเรามักไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดพลาด หรือมีใครไม่พอใจ จนคิดร้ายหมายเอาชีวิต
ส่วนใหญ่จะไม่รู้ล่วงหน้าก่อน คนที่บงการ ให้เข่นฆ่าขุนนางทั้งสามนั้น
ไม่ใช่มใต้เท้าฮง แต่เป็นคนอื่น ที่สำคัญ เป้าหมายต่อไปของกลุ่มคนนี้
ก็คือที่นั่งอยู่นี่ เช่นเจ้ากรมวัง" พระเจ้าจองโจตรัส ขุนนางตกใจ "หา"
พระเจ้าจองโจตรัสต่อ "เจ้ากรมพิธีการ และรวมถึง รองเจ้ากรมวังด้วย สามคนนี้
จะมีคนหนึ่งที่ต้องตาย เชื่อหรือไม่ก็ตาม ภายในคืนนี้ ถ้าข้าสามารถจับตัวคนร้าย
ในบ้านพวกท่านคนใดคนหนึ่งได้ละก้อ แสดงว่าใต้เท้าฮงบริสุทธิ์
สามารถปล่อยตัวได้หรือยัง" เหล่าขุนนางออกมาคุยกันตามลำพังกับชางแทวู และแชซกจู
"เฮ่ย ใต้เท้า มีคนคิดฆ่าเราจริงหรือ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่น่ะครับ" ขุนนางกล่าว
แชซกจูว่า "แต่ข้าเชื่อว่าฝ่าบาท คงไม่รับสั่งเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานจริง
ทุกคนลองคิดซิว่า มีอะไรให้คนปองร้ายหรือเปล่า" " ไม่มีหรอกครับ
ข้าว่ารับสั่งของฝ่าบาทเหมือนโยนหินถามทางมากกว่า ถ้าไม่เพราะว่า ถูกฮงกุกยองยุยงมา
แล้วทำไมเราต้องถูกปองร้าย มีเหตุผลอะไรกัน" "นั่นสิ
แสดงว่าจะหลอกใช้เราเป็นพยานชัดๆ ข้าไม่ยอมหรอกนะ" "ทำตามรับสั่งของฝ่าบาทเถอะ"
"แต่ว่าใต้เท้า" " ต้องเป็นแผนเจ้าหนุ่มฮงกุกยองไม่ผิดแน่ เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้
เพราะฉะนั้น ฝ่าบาทจะทรงใช้วิธีไหน ปัดเป่าความผิดให้หมอนี่ เราก็รอดูไปละกัน หึ
หลักฐานหรือ เพื่อจะช่วยขุนนางเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง ฝ่าบาทถึงขนาดยอมลดพระองค์
ให้เป็นที่ครหาก็ให้รู้ไป" ขณะเดียวกันพระเจ้าจองโจทรงรับฟังนัมซาโชกับแชจีคยอมว่า
" ฝ่าบาท สิ่งที่รับสั่งไปนั้น เป็นความจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ
ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใต้เท้าฮง แล้วฝ่าบาท จะทรงมีวิธีจับกุม
คนร้ายตัวจริงได้หรือพ่ะย่ะค่ะ" "นั่นสิพ่ะยะค่ะ
ฝ่าบาททรงมีหลักฐานเพียงพอจะช่วยเขาได้จริงหรือ ฝ่าบาท" "ไม่มี
ข้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย นี่เป็นเพียงการคาดเดา
ข้ากำลังทำสิ่งที่มีความเสี่ยงอยู่มาก" "ฝาบาท" "แต่ก็ขอให้เชื่อข้า
แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นแค่คาดเดาและมีความเสี่ยง แต่พอถึงคืนนี้ ทุกคนจะรู้ว่า
ข้าไม่ได้พูดเล่น"
พวกเทซูไปบังคับขุนนางท่านหนึ่งให้สั่งคนคุ้มกันและบ่าวไพร่ออกไปให้หมด
"ข้าทำตามที่บอก ให้คนคุ้มกันและบ่าวไพร่ออกไปหมดแล้ว ทีนี้ จะให้ทำอะไรอีก" "
ไปสั่งพ่อบ้าน ให้บอกคนที่เหลือว่าไม่ต้องตกใจ พวกเขาแค่ออกจากเมืองหลวงชั่วคราว
ส่วนไต้เท้า พอตกค่ำเมื่อไหร่ ให้ใส่เสื้อตัวนี้และหลบอยู่หลังบ้าน" เทซูสั่ง
"อะไรนะ ให้ข้าใส่เสื้อกระสอบงั้นหรือ" ซอจังบูตอบว่า "ใช่ครับ ใต้เท้า"
ขุนนางยังนิ่ง คังซกกีจึงขู่ "ถ้าไม่อยากตายก็ทำตามที่เราสั่งดีกว่า"
พระมเหสีโยอึยทรงพบซองซงยอนกำลังจะไปตำหนักซุกชางของสนมจึงเรียกไว้ "ซงยอน" "อ้อ
พระมเหสี" "เจ้า กำลังจะไปตำหนักซุกชางใช่ไหม" "ใช่แล้วเพคะพระมเหสี" " แต่วันนี้
เจ้ากลับไปดีกว่า เพราะในวังกำลังยุ่งกับเรื่องใต้เท้าฮงอยู่
คิดว่าวอนพินก็คงอารมณ์ไม่ดี ฉะนั้นวันหลังค่อยมาวาดก็ได้ ทางด้านวอนพิน
ข้าจะให้คนไปส่งข่าวเอง เอาล่ะ ข้ามีธุระสำคัญต้องขอตัวก่อน
วันหลังค่อยคุยใหม่นะจ๊ะ" "เพคะ" ซองซงยอนรับคำอย่างงุนงง เวลาเดียวกันนั้น
สนมวอนพินก็ไล่คนสนิทออกไป เพราะเครียดที่จู่ๆ พี่ชาย ฮงกุกยองถูกจับ
ชางแทวูมาพบฮงกุกยองและบอกเรื่องที่พระเจ้าจองโจกำลังจะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ให้เขา
"ท่านบอกว่าฝ่าบาท กำลังจะหาหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของข้า
ที่พูดนี่จริงหรือเปล่า" ฮงกุกยองถาม "ท่าทางเหมือนไม่รู้จริงๆ
ทั้งที่จริงเพราะลมปากของเจ้า อยู่เบื้องหลังบงการเรื่องนี้ทั้งหมด" "ใต้เท้า" "
ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่ถ้าฝ่าบาททรงหูเบา หลงเชื่อคนอื่นง่ายๆ
ละก้อ แสดงว่าพระองค์ทรงอคติ สูญเสียความเป็นกลางที่พระราชาควรจะมี"
"พูดจาระวังปากหน่อยนะท่าน ท่านกล้าบังอาจวิจารณ์ฝ่าบาทถึงเพียงนี้เชียวหรือ" "
หุบปาก บังอาจอะไรกัน เจ้านั่นแหละให้รู้ซะบ้างว่ากำลังพูดกับใครอยู่
ข้ารู้เช่นเห็นชาติคนอย่างเจ้าดี ที่ว่าจงรักภักดีก็แค่ลมปากเพ้อเจ้อเท่านั้น
เป้าหมายจริงๆ ของเจ้า ก็คือปิดบังพระเนตรพระกรรณ,มีอำนาจในราชสำนัก เพราะฉะนั้น
คนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย,ราษฎรไม่ได้อยู่เป็นสุข
ก็คือพระญาติอย่างพวกเจ้าต่างหาก ฉะนั้น อย่านึกว่าจะได้ออกจากที่นี่ง่ายๆ
แม้จะมีฝ่าบาทคอยช่วย ข้าขอประกาศไว้เลยว่า ยังไงจะไม่มีวันให้อภัย
คนที่บงการฆ่าเหล่าขุนนาง" "ยิ่งฟังท่านพูดแบบนี้ ข้าก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า
เป็นตายร้ายดีก็ต้องออกจากที่นี่ให้ได้" "อะไรนะ" " ไม่เชื่อก็รอดูต่อไป
ไว้ข้าออกไปเมื่อไหร่ จะแสดงให้เห็นว่าพระญาติเจ้าเล่ห์อย่างข้า
สามารถกุมอำนาจในวัง เหนือกว่าเสนาบดีอย่างท่านซะอีก"000000000000000000
หัวหน้าองครักษ์เข้ามาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ "ฝ่าบาท บ้านของเจ้ากรมวัง
เจ้ากรมพิธีการรวมถึงรองเจ้ากรมวัง ได้ส่งทหารไปดูแล
เตรียมพร้อมทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "อย่าให้ใครเห็นร่องรอยของพวกเขา ต้องทำงานรอบคอบ
อย่ามีความผิดพลาดได้ล่ะ" "ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "นี่เป็นเวลาไหนแล้ว"
"ใกล้เที่ยงคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ" นัมซาโชตอบ ซอจังบูกับคังซกกีเฝ้ารออยู่นาน
ก็อดที่จะบ่นไม่ได้ว่า "เฮ่ย ฝ่าบาทรับสั่งจริงหรือเปล่า ภายในคืนนี้
คนร้ายจะโผล่มาแน่นะ" "ข้าว่าฝ่าบาทคงไม่รับสั่งโดยไม่มีเหตุผล รอดูไปก็รู้" "
รอน่ะรอได้ แต่หลายชั่วยามแล้วยังไม่เห็นมดซักตัว รู้สึกมีอะไรแปลกๆ ก็ไม่รู้ ใครๆ
บอกว่า เรื่องนี้เป็นการบงการของใต้เท้าฮง เราทำถึงขนาดนี้ยังไม่มีอะไรซักอย่าง
สุดท้ายมิแย่หรอกหรือ เฮ่ย" ส่วน
เทซูกลับไปทูลรายงานพระเจ้าจองโจว่าไม่มีใครโผล่มาสักคน พระเจ้าจองโจทรงถอนพระทัย
เวลาเดียวกันมินจูซีก็กลับไปรายงานชางแทวูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน
วันต่อมาชางแทวูรีบมาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "ฝ่าบาท" "นั่งก่อนสิท่านเสนา ว่าไง
จะพูดอะไร" "ในเมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันสิ่งที่รับสั่ง
งั้นคดีนี้ให้หม่อมฉันสืบหาความจริงดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "แล้วท่านคิดจะทำไง" "
หม่อมฉันเห็นว่าฮงกุกยองเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด ถ้าจะให้รู้ความจริง
เราก็ต้องใช้วิธีทรมาน โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉัน ไต่สวนตามแต่จะเห็นควรเถอะ
ถ้าฝ่าบาทยังทรงปกป้องคนๆ นี้อีก ซักวันจะเดือดร้อนถึงพระองค์เอง
ขอทรงตัดสินพระทัยเถอะ" "ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ" "เข้ามา" "ฝ่าบาท
เจ้ากรมโยธา ลีจองแท ถูกคนสังหารพ่ะย่ะค่ะ" นัมซาโชรายงาน
พวกชาวบ้านมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เทซูเข้ามาบอกว่า "เรามาจากหน่วยทหารพิเศษ
รับพระบัญชาให้มาชันสูตรศพ" หลังจากเทซูดูแล้วก็กลับมารายงานพระเจ้าจองโจ
"ตรวจดูแน่แล้วหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ" "ตายใช่ไหม" "พ่ะยะค่ะ
เหมือนที่ฝ่าบาททรงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด" " น่าจะเป็นฝีมือกลุ่มปลดแอกค้าทาส
ก่อนหน้านี้นึกว่าเป้าหมายคือเจ้ากรมวัง แต่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา
เลยหันไปจัดการเจ้ากรมโยธาซะก่อน หรือไม่งั้น คือรู้ว่าทางการเตรียมป้องกันไว้แล้ว"
"ฝ่าบาท แสดงว่าที่พวกเราไปเฝ้าอยู่บ้านเจ้ากรมวังตลอดทั้งคืน
มีคนรู้เห็นเข้าหรือพ่ะย่ะค่ะ" "อาจเป็นไปได้" "แต่พวกเราเก็บตัวเงียบ
ไม่มีใครโผล่หน้าซักคนนะพ่ะย่ะค่ะ และทำงานอย่างลับๆ ด้วย" "
นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าคิดเอง ทหารไปเป็นจำนวนมาก
ยังไงก็ต้องเป็นที่สังเกตของชาวบ้าน แต่เชื่อว่าคราวหน้า
เป้าหมายต้องเป็นบ้านเจ้ากรมวังแน่ เพราะดูจากกิตติศัพท์ที่เขาชอบกดขี่ข้าทาสบริวาร
คนกลุ่มนี้คงจะไม่ปล่อยเขาไว้ แต่ว่า หึ" ดัลโฮรู้เรื่องจากนัมซาโชก็ตกใจ "อะไรนะ
กลุ่ม ปลดแอกค้าทาส มีคนแบบนี้อยู่ในบ้านเมืองด้วยหรือครับ" "มีสิ
คนที่จ้องฆ่าเหล่าชนชั้นปกครอง ก็คือกลุ่มปลดแอกค้าทาสนี่แหละ" "ฮ้า ตายล่ะ
ทำไมมีเรื่องน่ากลัวแบบนี้" "ดูจากหลายคนที่ถูกฆ่า
ล้วนขึ้นชื่อว่าทารุณบ่าวไพร่เป็นที่หนึ่ง สุดท้ายพวกเขาคงทนไม่ไหว
รวมกลุ่มมาสังหารซะเลย" "อ้อ แต่ว่า ทำไมฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ได้ล่ะครับ
จากการไต่สวนของกรมอาญา ไม่เห็นมีการเอ่ยถึงเลย" "ข้าก็แปลกใจอยู่
ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงทราบแต่แรก เพียงแต่ไม่รับสั่ง แต่รายละเอียดมากกว่านี้
ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" พระเจ้าจองโจทรงรับสั่งกับเทซู คังซกกีและซอจังบูว่า
"ถ้าส่งทหารไปดักรอจำนวนมาก จะเป็นที่ผิดสังเกตได้ง่าย" "หมายความว่า จะให้พวกเรา"
"ใช่ คราวนี้ไปแค่พวกเจ้าสามคน โดยไม่มีทหารติดตาม และไม่ให้ใครรู้ด้วย
จะทำได้หรือเปล่า" "ได้พ่ะย่ะค่ะ เราจะจับคนร้ายให้ได้" "ดูจากพฤติกรรมในช่วงนี้
อย่านึกว่าเป็นแค่บ่าวไพร่แล้วจะประมาท คนพวกนี้น่าจะมีฝีมือ ต้องระวังให้มากล่ะ"
"พ่ะย่ะค่ะ ทรงวางพระทัยได้" "ไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะ" พวก
เทซูไปซุ่มรอสามวันแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไร ทันใดนั้นคืนนั้นก็เห็นคนมาจริงๆ
ซอจังบูเข้าไปจับทันที ส่วนเทซูก็แอบสะกดรอยตามอีกคนไปจนพบแหล่งกบดาน "มาแล้วหรือ
ข้ารออยู่นานแล้ว" "ฮึ่ม เจ้าเป็นใคร" " ข้า อยู่หน่วยทหารพิเศษ ชื่อซอจังบู
ส่วนเจ้า ถ้าเดาไม่ผิดละก้อ คงเป็นพี่ชายของสาวใช้บ้านนี้
ที่ถูกเจ้ากรมวังกดขี่จนเสียชีวิต เลยจะกลับมาแก้แค้นแทนน้องสาวล่ะสิ ใช่ไหม
ถ้าฉลาดก็วางอาวุธลงซะ เพราะข้า
ไม่อยากทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าและไม่ใช่ศัตรูของบ้านเมือง ยืนเฉยทำไม เร็วซี่" "หึ
หุบปาก ย้าก" ชายคนนั้นสู้ แต่ก็สู้ไม่ได้ถูกซอจังบูจับ "มาทางนี้ เดิน"
หัวหน้าองครักษ์เข้ามาทูลรายงานพระเจ้าจองโจเรื่องเทซุพบแหล่งกบดาน "ฝ่าบาท
ปาร์คเทซูส่งข่าวมาว่าได้ติดตามคนร้าย จนพบแหล่งกบดานแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ส่งทหารออกไปเดี๋ยวนี้ จับคนที่สมรู้ร่วมคิดให้หมด" "พ่ะย่ะค่ะ" " เดี๋ยว
ท่านนายกอง คนที่อยู่นั่นส่วนใหญ่เป็นบ่าวไพร่ แม้จะมีอาวุธ
แต่ยังไงก็สู้กำลังทหารไม่ได้อยู่ดี ให้ระวังการจับกุมหน่อย
ไม่จำเป็นอย่าให้เสียเลือดเนื้อล่ะ" "พ่ะยะค่ะ" องครักษ์ออกไปดัก จับ "คนของพวกเจ้า
ที่มีส่วนก่อการร้ายในคืนนี้ ได้ถูกทางการจับตัวไว้หมดแล้ว รีบวางอาวุธแล้วยอมแพ้ซะ
ฝ่าบาททรงมีรับสั่งลงมา ใครที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เราจะละเว้นชีวิตคนนั้น ฉะนั้น
ถ้าไม่อยากมีความผิด ก็รีบยอมแพ้ซะ" พวกชาวบ้านปรึกษากัน "เอ่อ เอาไงดี ยอมไม่ยอม"
ทางด้านพระเจ้าจองโจทรงตรัสกับชางแทวูว่า "วันนี้ทุกท่านมาแต่เช้า
คิดว่าคงรู้ข่าวเมื่อคืนแล้วสิ" "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" " ถ้างั้น ข้าคงไม่ต้องพูดมากอีก
เมื่อคืนนี้ หน่วยทหารพิเศษของข้า
ได้จับกุมหัวโจกที่อ้างว่าเป็นกลุ่มปลดแอกค้าทาสได้ทั้งหมด
และสอบปากคำเรียบร้อยหมดแล้ว แค่นี้ คงพอจะเป็นหลักฐานได้แล้วสินะ
หรือท่านเห็นว่าไง ข้าทำตามสัญญาจับคนร้ายมาลงโทษแล้ว จะปล่อยตัวฮงกุกยองได้หรือยัง
ใต้เท้าแช สั่งไปทางกรมอาญา ให้ปล่อยใต้เท้าฮงเป็นอิสระได้" "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
พอมินจูซีรู้จากแชซกจูว่าฮงกุกยองถูกปล่อยตัวแล้วก็ไม่พอใจ "ใต้เท้า
ท่านว่าไงนะครับ ฮงกุกยองถูกปล่อยออกจากเรือนจำงั้นหรือ"
"ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่เกี่ยวด้วย เราจะอ้างอะไรไปจับอีกล่ะ"
"แต่ที่เขาส่งคนมาทำร้ายข้าก็เป็นเรื่องจริงนะครับ
ทำไมแม้แต่ข้อหานี้ก็พลอยยกเลิกไปด้วยหรือ" " ข้อหาหรือ?
เมื่อไหร่เจ้าจะตาสว่างซะที ฝ่าบาทรับสั่งว่านั่นเป็นเพราะ
เขาต้องสืบเรื่องเจ้าหน้าที่หอตำราถูกทำร้าย และฮงกุกยองสงสัยว่า
เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องเลยต้องคาดคั้นเอาความจริงหน่อย แล้วยังไง ตอนนี้เจ้าจะทำไงต่อ
ฮงกุกยองถูกปล่อยออกมา เขาจะหันมาเล่นงานเจ้าอีก จะไม่คิดหาทางเอาตัวรอดหน่อยหรือ"
พวกเทซูไปรอรับฮงกุกยอง เขาดีใจ "หึ ขอบใจมาก ที่พวกเจ้ามารับข้า" "ใต้เท้า"
"ข้าจะไปเฝ้าฝ่าบาท ตอนนี้พระองค์อยู่ไหน" "อยู่ห้องทรงงานครับ
ฝ่าบาทก็ทรงรอท่านอยู่เหมือนกัน" ฮงกุกยองเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "นั่งลง
ไม่เจอพักเดียว ดูซูบไปเยอะนะ" "ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพราะหม่อมฉันไม่เอาไหน
ทำให้ฝ่าบาทต้องทรงเป็นห่วงอยู่เรื่อย" "พูดจริงเหมือนที่คิดหรือเปล่า
ท่านไม่โกรธข้าหรือว่า ปากบอกว่าท่านเป็นคนสนิท แต่กลับปล่อยให้ติดคุกน่ะ" " เอ่อ
โกรธอะไรกัน หม่อมฉันไหนเลยจะกล้า สิ่งที่ฝ่าบาททรงทำเพื่อหม่อมฉันทุกอย่าง
หม่อมฉันรู้แก่ใจดี หม่อมฉันไร้สามารถ ไม่รู้จะตอบแทนพระเมตตา
ที่ฝ่าบาททรงมีต่อหม่อมฉันได้ยังไง" "ระหว่างเราสองคน ยังต้องเกรงใจอีกหรือ
ข้าเพียงแต่ ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อท่านเท่านั้น" "หึ ฝ่าบาท แต่ว่าฝ่าบาท
หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลถามพ่ะย่ะค่ะ" "เรื่องอะไร เชิญถามมาได้"
"ทำไมทรงทราบว่าเรื่องนี้ เกี่ยวกับกลุ่มปลดแอกฯ ล่ะพ่ะย่ะค่ะ" "ข้าจะรู้ได้ไง
ก็ท่านเป็นคนบอกไม่ใช่หรือ" "หม่อมฉันทูลฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่เข้าใจจริงหรือ
หึๆ" พระเจ้าจองโจอธิบายแล้วกล่าวว่า " อ้า ทีนี้เข้าใจหรือยัง ก็คือเล่มนี้
สำนวนคดีที่ท่านฝากเทซูมามอบให้ข้า ทำให้ข้ารู้ความจริง จากรายงานที่ท่านส่งมา
ยังบอกถึงความเป็นอยู่ของบ่าวไพร่ที่อยู่ในบ้านชนชั้นสูง หลังจากข้าได้อ่านดู
ถึงรู้ว่าขุนนางที่ถูกสังหาร แต่ละคนช่างทารุณบ่าวไพร่อย่างหนัก และทุกคน
ล้วนเคยทำงานในกรมแรงงานทั้งสิ้น ข้าจึงเกิดความสงสัย ไปดูศพผู้ตายด้วยตัวเอง
ใช่แล้ว คืออักษรนี่แหละ เจ้ารู้หรือเปล่าเทซู หลังมือของคนที่ถูกสังหาร
มีอักษรคำว่า “อีก” เขียนอยู่ทุกคน" เทซูรับคำ "ทราบพ่ะย่ะค่ะ
เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยได้ยิน" "แต่เจ้าดูคนนี้สิ อักษรที่เขียนเหมือนไม่ใช่คำว่า
อีก เห็นมั้ย ถ้าดูดีๆ เหมือนคำว่า ผู้หญิง” "อะไรนะ" "ทีนี้เข้าใจหรือยัง
คนชันสูตรบอกว่าเป็นตัวอักษรที่คล้ายกัน ข้าเลยไม่ทันคิดว่าอาจเป็นคำอื่นก็ได้"
"เอ่อ ฝ่าบาท ถ้าสองคำนี้รวมกันเข้าละก้อ" " ใช่แล้วเทซู ถ้ารวมกันก็คือว่า “ทาส”
สิ่งที่คนร้ายต้องการบ่งบอกหลังจากลงมือ ก็คือความหมายนี้แหละ คนพวกนี้
ล้วนตายเพราะเรื่องบ่าวไพร่เป็นเหตุ ทีนี้เข้าใจหรือยัง
ที่ข้าสามารถเดาจนรู้เป้าหมายต่อไป ก็เพราะรายงานที่ท่านส่งมาให้
แบบนี้ถ้าไม่ใช่ท่านบอกข้า แล้วใครจะบอก" "เอ่อ ฝ่าบาท" "ขอบใจมากนะ
แม้ตัวจะอยู่ในเรือนจำ ท่านยังสร้างผลงานไว้อีก" "หึ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" "
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ข้าจะให้อภัยในสิ่งที่ท่านทำกับไต้เท้ามินไว้
อย่าเพิ่งหลงดีใจซะล่ะ ที่จริงข้าก็รู้จุดประสงค์ที่ทำ แต่บางครั้งการกระทำของท่าน
ก็ขาดความยั้งคิดไปหน่อย" "หม่อมฉันรู้ดีพ่ะย่ะค่ะ
ฝ่าบาทเคยรับสั่งให้หม่อมฉันรอบคอบ สุดท้ายยังหาเรื่องใส่ตัว
เป็นความผิดที่ไม่อาจอภัย ขอทรงลงอาญาด้วย" "อยากให้ข้าลงโทษจริงหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉัน ยินดีรับพระอาญา ไม่ว่าจะสถานหนักหรือเบา" "ในเมื่อท่านเต็มใจ
งั้นก็ช่วยไม่ได้ การลงโทษเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือมอบหน้าที่ให้ท่าน
ไปสืบหาความจริงมา" "อะไรนะ" "ตกใจอะไรนักหนา ก็ไหนว่า
ยอมให้ข้าลงโทษทุกอย่างไม่ใช่หรือ" "เอ่อ ฝ่าบาท" " ข้ายังเชื่อใจท่านอยู่
ฉะนั้นเรื่องเจ้าหน้าที่หอตำรา และนโยบายปฏิรูประบบทาส จะให้ท่านดูแลทั้งหมด
นี่คือทางเดียวที่ข้าจะลงโทษท่านให้หนัก เป็นไง พอจะทำได้ไหม"
"ฝ่าบาท"000000000000000000 ฮงกุกยองออกมาก็พบกับมินจูซี "อ้อ ใต้เท้ามิน
มีธุระอะไรหรือ" "ใต้เท้าฮง ได้ยินว่าท่านถูกปล่อยออกจากเรือนจำ เป็นไงบ้าง
ยังสบายดีอยู่ใช่ไหม" "ใช่ ขอบคุณที่เป็นห่วง" "งั้นหรือ งั้นก็ดี จะได้โล่งอก
ที่ข้ามานี่ เพื่อจะถวายฎีกาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิด อยากรบกวนท่าน
นำความขึ้นทูลฝ่าบาทด้วย" "ถวายฎีกาเรื่องที่เกิด คืออะไรน่ะ" ฮงกุกยองงง
"ท่านก็รู้ ที่ถูกปล่อยตัวคราวนี้ ทำให้ขุนนางหลายฝ่ายไม่พอใจ แต่ไม่ต้องห่วง
ข้าจะออกหน้าแทนท่าน ยับยั้งพวกเขาเอง" ฮงกุกยองหัวเราะ "หึๆ ท่านน่ะหรือจะช่วยข้า"
" ใช่ แม้ท่านจะเคยทำร้ายข้า แต่เรื่องแค่นี้ข้าไม่ถือหรอก เพราะรู้ว่า
สิ่งที่ข้าทำก็ชวนให้สงสัย เพราะฉะนั้น ถ้ามีอะไรเข้าใจผิด ก็ขอให้แล้วกันไปเถอะนะ"
"เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงให้เสียเวลาหรอก เข้าใจผิดน่ะหรือ
ข้าไม่เคยเข้าใจท่านผิดเลยซักนิด" "จริงหรือท่าน" "ใช่ ข้าพูดจริงๆ
ที่ท่านให้คนไปทำร้ายเจ้าหน้าที่หอตำรา เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การเข้าใจผิด" "เอ่อ
อะไรกันน่ะใต้เท้า" " พอถูกข้าซ้อมเข้าหน่อย ก็รีบส่งพวกนั้นไปอยู่บ้านนอกใช่ไหม
ข้ารู้นะ ว่าพวกคนร้ายหนีไปอยู่ไหนบ้าง ท่านนี่ช่างโง่จริงๆ
ถ้าไม่อยากให้เดือดร้อนถึงตัว ก็น่าจะหาทางอื่นมากกว่า
ข้าส่งทหารไปจับพวกที่ลงมือแล้ว ท่านยังมานั่งเขียนฎีกา เสียเวลาเปล่าๆ" "อะไรนะ
เสียเวลาหรือ พูดแบบนี้หมายความว่าไง" ฮงกุกยองไม่ตอบแต่หัวเราะ "หึๆ"
มินจูซีกลับไปเล่าให้ชางแทวูฟัง แต่กลับถูกไล่ "ข้าไม่อยากฟัง ไสหัวไปเดี๋ยวนี้"
"ใต้เท้า" "ไม่นึกว่าที่ไปทำร้ายพวกนั้นคือเจ้าจริงๆ เจ้ากล้าปิดบังข้า
ทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติถึงขนาดนี้เชียวหรือ" "ใต้เท้าโปรดอภัย สิ่งที่ข้าทำ
ก็เพื่อขุนนางทั้งหลายน่ะครับ" " หุบปาก ก็เพราะความคิดโง่ๆ ของเจ้า
ทำให้ขุนนางเก่าอย่างเราตกที่นั่งลำบาก ป่านนี้ฮงกุกยองคงมีข้ออ้างสมเหตุสมผล
จะเล่นงานพวกเราก็ไม่มีใครขัดขวางอีก" "เป็นความผิดของข้าจริงๆ
ท่านช่วยข้าหน่อยเถอะครับ ท่านเองก็รู้ว่าข้าภักดีต่อท่านแค่ไหน
ได้โปรดช่วยข้าซักนิด" "พอที ข้าไม่ช่วยแล้ว" "ใต้เท้า" "
ใครทำผิดก็ต้องรับผลไปตามนั้น ข้าจะไม่เห็นแก่เจ้าคนเดียว
จนทำให้ขุนนางทั้งหลายพลอยถูกตราหน้าไปด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนที่ข้าจะเอาผิดกับเจ้า
รีบไปเฝ้าฝ่าบาทดีกว่า" "หา ใต้เท้า" "ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก จะไปไหนก็ไป"
"ทำไมท่านถึงใจร้ายแบบนี้ ข้าติดตามท่านมาชั่วชีวิต
ท่านจะตัดรอนข้าโดยไม่เหลียวแลได้หรือครับ" "มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง เอาตัวคนๆ
นี้ออกไป" "เอ่อ ใต้เท้าๆ ทำไมทำกับข้าแบบนี้ ใต้เท้าๆๆ" " ฮงกุกยอง
เพราะเจ้าคนเดียว" ชางแทวูแค้นใจ "ข้ารู้เช่นเห็นชาติคนอย่างเจ้าดี
ที่ว่าจงรักภักดีก็แค่ลมปากเพ้อเจ้อเท่านั้น เป้าหมายจริงๆ ของเจ้า
ก็คือปิดบังพระเนตรพระกรรณ,มีอำนาจในราชสำนัก เพราะฉะนั้น
คนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราษฎรไม่ได้อยู่เป็นสุข ก็คือพระญาติอย่างพวกเจ้า"
ฮงกุกยองมาเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน "เชิญดื่มน้ำชาก่อน เห็นสีหน้าเจ้าไม่สู้ดี
ข้าเลยเตรียมน้ำชาที่เสริมลมปราณให้โดยเฉพาะ" "หม่อมฉันจะมาทูลถามเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่พระหมื่นปีมีอยู่นั้น สามารถเล่นงานใเท้าชางแทวูแน่หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ"
"เปิดดูซิว่าจะถูกใจเจ้าหรือเปล่า" ฮงกุกยองอ่าน "นี่คือ" "นั่นคือ ฎีกาของชางแทวู
ที่เขียนในสมัยปี ชองยิน” "ฎีกาของใต้เท้าชางหรือพ่ะย่ะค่ะ" " ใช่
ตอนนั้นชางแทวูอายุยังน้อย ด้วยความหุนหันพลันแล่น ถวายฎีกาลบหลู่อดีตพระราชา
หาว่าทรงปองร้ายพระเชษฐา เป็นเหตุให้องค์ชายคยองจง ถูกวางยาจนสิ้นพระชนม์ แต่ว่า
ตอนนั้นมีราชเลขาคนหนึ่ง เป็นญาติสนิทของข้า ทำให้ได้ฎีกาฉบับนี้มา
และตรวจสอบว่าเป็นลายมือชางแทวูไม่ผิดแน่ ทีนี้รู้แล้วใช่ไหม ว่าสิบปีก่อน
ข้าสามารถทำให้ชางแทวูยอมถอยได้ ก็เพราะของสิ่งนี้แหละ
แสดงว่าเจ้าก็มีความพอใจไม่น้อย ถ้าชอบก็เอาไปได้เลย
เพราะตอนนี้ดูเหมือนเจ้าจะต้องการของสิ่งนี้มากกว่าข้าอีก"
"พระหมื่นปีทรงต้องการอะไรบ้าง" "ข้าจะต้องการอะไร" "ที่ทรงช่วยหม่อมฉัน
ต้องหวังอะไรบางอย่างแน่" "ข้าบอกแล้วว่าแค่อยากช่วยโดยไม่หวังอะไร" "พระหมื่นปี"
"ยังมีเวลาอีกเยอะ ไว้วันหลังข้าจะบอกให้รู้
แต่ตอนนี้ขอให้เชื่อก่อนว่าข้ามีความภักดีต่อฝ่าบาท เรื่องอื่นไม่ต้องคิดมากหรอก"
หลังจากฮงกุกยองออกไปแล้ว ซังกุงจึงถามพระหมื่นปีจองซุน "ใต้เท้าฮงกลับไปแล้วหรือ"
"เพคะ แต่พระหมื่นปีเพคะ คนๆ นี้จะไว้ใจได้หรือเปล่า
ถ้าเขาเอาจดหมายไปแล้วผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพระหมื่นปี" " ไม่หรอก
เขาไม่กล้าถึงขนาดนั้น ฮงกุกยอง จะไม่เอาเรื่องนี้ไปทูลฝ่าบาท
ว่าเคยมาพบข้าที่นี่แน่นอน ท่านคงไม่เข้าใจความหมายอีกอย่าง นั่นก็คือ
หลังจากมอบฎีกาของชางแทวูให้เขาไปแล้ว ต่อไปข้าก็จะ ถือไพ่เหนือฮงกุกยองอีกคน"
นัมซาโชพบดัลโฮที่ตำหนักของพระหมื่นปีจองซุน จึงลากกลับมา
ก่อนจะมาทูลถามพระเจ้าจองโจว่าได้ส่งฮงกุกยองไปเฝ้าพระหมื่นปีจองซุนหรือ เปล่า
"นี่มันหมายความว่าไง ถามว่าข้าส่งใต้เท้าฮงไปเฝ้าพระหมื่นปีหรือเปล่าน่ะหรือ"
"ไม่มีหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่มี ข้าไม่เคยสั่งเขา แล้วทำไมท่านมาถามแบบนี้ล่ะ"
นัมซาโชอึกอัก "ว่าไง มหาดเล็กนัม" " เอ่อ เปล่า ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ
เพียงแต่เมื่อกี้ หม่อมฉันเห็นใต้เท้าฮงเดินออกจากตำหนักคาจอง เลยมาทูลถามดู
แต่อาจเพราะหม่อมฉันดูผิดก็ได้" "ท่านบอกว่าเขาไปตำหนักคาจองหรือ"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" " เป็นไปได้ไง ข้าไม่ได้ใช้เขาไปซักหน่อย แต่ก็ไม่แน่ว่า
ท่านอาจรีบร้อนเกินไป เลยตาฝาดดูผิดคนก็ได้ เพราะเขาไม่น่าจะมีธุระ อยู่ดีๆ
ไปเฝ้าพระหมื่นปีทำไมกัน" "เอ่อ พ่ะย่ะค่ะ
สงสัยหม่อมฉันจะดูผิดจริงๆ"00000000000000
ช่างเขียนตั๊กกับช่างเขียนลีชองพากันมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ช่างเขียนชางฮงพุก
แต่เขากลับสนใจแต่ซองซงยอนที่อยากเขียนภาพดอกเหมย "จริงสิ
เห็นว่าอยากเขียนรูปดอกเหมยหรือ" "ใช่ค่ะ" "อาจารย์ ท่านจะรับนางเป็นศิษย์หรือครับ"
ลีชองถาม " เขียนรูปดอกเหมยน่ะนะ มันไม่ยากหรอก จากนี่ตรงไปมีเนินเขาเล็กๆ
บนนั้นมีศาลาพักร้อน ถ้าขึ้นไปดูจะเห็นทิวทัศน์ทั่วเมือง เราไปที่นั่นดีมั้ยจ๊ะ
เฮ่อๆๆ" "ใต้เท้า อย่าลืมว่าข้าชื่อซงยอนนะคะ" "ขอเรียกคนสวยไม่ได้หรือ
เรียกง่ายกว่านะจ๊ะ เฮ่อๆๆ" "เดี๋ยว อาจารย์"
ช่างเขียนตั๊กกับช่างเขียนลีชองพากันอึ้ง แต่ก็ยังคงตามตื้อชางฮงพุก " พวกเจ้าสองคน
ฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องใช่ไหม บอกว่าอย่ามากวนใจข้า จะไปไหนก็ไปซะ
ข้าอยากอยู่ตามลำพังกับแม่หนูคนสวยเข้าใจหรือเปล่า" "อาจารย์ครับ ข้าไม่ไป
ถ้าท่านไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะไม่ไปจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว อาจารย์
โปรดรับข้าด้วยเถอะ" "ข้าก็เหมือนกันครับ ข้าก็ไม่ไปไหน จะขอเป็นลูกศิษย์ท่าน
เป็นไงเป็นกัน ชาตินี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น" ช่างเขียนตั๊กกล่อมต่อ "เป็นตายร้ายดี
ข้าก็ไม่ไป ท่านโปรดรับข้าหน่อยเถอะ" "อาจารย์ๆ" "รับข้าเป็นศิษย์เถอะนะ"
"รับข้าด้วย อาจารย์" "ในเมื่อพวกเจ้าตื๊อขนาดนี้ พูดยังไงก็ไม่ฟังใช่ไหม งั้นก็ได้
ข้าจะสอนเคล็ดลับให้อย่างหนึ่ง เสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ เข้าใจมั้ย" "หึ
เข้าใจครับอาจารย์" "บุญคุณใหญ่หลวงของท่าน ข้าไม่มีวันลืมเลยครับ"
ลีชองดูภาพแล้วกลืนน้ำลาย ช่างเขียนตั๊กก็อึ้ง "หา เอ่อ คือ อา อาจารย์ นี่มัน
ภาพอย่างว่านี่ครับ" ลีชองดุ "เงียบเถอะน่า โวยวายอะไรเล่า
นี่คือสุดยอดวิชาของอาจารย์ เห็นแล้วอย่าเอ็ดไป" "ไม่เอ็ดได้ไง เห็นรูปแบบนี้
ใครจะอยู่เฉยได้" "ทำไม แปลกมากหรือ" "หึ แปลกสิครับ ภาพแบบนี้
เป็นสิ่งต้องห้ามและผิดศีลธรรมอย่างมาก ช่างเขียนที่ดีต้องพึงละเว้น" "หึๆ
เจ้าจะเว้นได้หรือ" "หา ท่าน ท่านว่าไงนะครับ" ชางฮงพุกว่า "ดูจากหน้าเจ้าก็รู้
ว่าชอบของพรรค์นี้ยิ่งกว่าใครซะอีก" ช่างเขียนตั๊กอึ้ง "เอ่อ อะไรนะครับ"
"โดยเฉพาะจมูกของเจ้า ส่อแววชอบหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้นัก" "เอ่อ โธ่ อาจารย์"
สนมวอนพินรู้ว่าซองซงยอนมาแล้ว และแวะเฝ้าพระมเหสีโยอึยก่อน จึงมาหาพระมเหสีโยอึย
"เวลามาทำงาน ตามหลักน่าจะไปคำนับข้าก่อน ไม่ใช่ตรงมาที่นี่อย่างเดียว"
"ทรงอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่" "ช่างเถอะ เป็นแค่คนงานต่ำต้อย
จะรู้ธรรมเนียมก็แปลกล่ะ แล้วนี่กำลังเขียนอะไร กลับไปเขียนที่ศูนย์ฯ
แล้วค่อยมาต่อใช่ไหม" "พระสนม" พระมเหสีโยอึยเรียกปราม "ข้าบอกแล้วว่า
ให้เจ้ามาเขียนในวังไงล่ะ เห็นคำสั่งข้าไม่มีความหมายหรือไง" "ไม่ใช่อย่างงั้นเพคะ
เพราะวันก่อนพระมเหสีรับสั่งว่าอย่าเพิ่งเข้าวัง หม่อมฉันกลัวงานจะเสร็จช้า
เลยเขียนที่ศูนย์ศิลปะไปพลางก่อน" " ข้าไม่อยากฟัง ฉากบังลมเป็นของตำหนักข้า
ถ้าจะเขียนก็ต้องเขียนตามที่ข้าสั่ง แต่ไม่ว่าข้าพูดอะไร เจ้าทำเป็นหูทวนลมซะ
แถมยังเขียนอะไรก็ไม่รู้ ดูซิ นี่เป็นภาพดอกบัวงั้นหรือ" "เอ่อ เพคะ
เป็นภาพดอกบัวจริงๆ" "หึ เฮ่ย" สนมวอนพินไม่พอใจมาก "หา เอ่อ พระสนม"
พระมเหสีโยอึยทรงจะขัดแต่สนมวอนพินไม่เปิดโอกาส "เจ้านี่มันสามหาวนัก
ทีแรกข้ายังไม่เชื่อ แต่นี่เจ้าต้องการลบหลู่ข้าชัดๆ" "เอ่อ พระสนม
หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง" " ใครๆ ก็รู้ว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ขึ้นจากโคลนตม
ถ้าเจ้าไม่คิดจะลบหลู่ข้าจริง มีหรือจะเอามาเขียนเป็นฉากบังลม
ซึ่งสื่อความหมายให้ข้าตั้งครรภ์เร็วๆ น่ะ" "เอ่อ หึ ถ้าหากภาพนี้
พระสนมไม่พอพระทัย งั้นหม่อมฉันเปลี่ยนใหม่ก็ได้ แต่ว่า
ที่มีรับสั่งถึงกำเนิดของดอกบัว ถือว่าผิดอย่างมหันต์ ดอกบัวนั้น
แม้จะเกิดจากโคลนตม แต่เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ สูงส่งและงดงาม
ที่สำคัญกว่านั้น โบราณหมายถึงความมั่งมีศรีสุข" ซองซงยอนถูกตบหน้าทันที
โชบีตกใจร้องลั่น "ว้าย" " เป็นแค่คนงานต่ำต้อย ริอ่านมาให้ความรู้แก่ข้าเชียวหรือ
หึ ไล่นางออกไปเดี๋ยวนี้ และเอาเรื่องนี้ไปทูลเสด็จแม่ด้วย เอ่อ" สนมวอนพินคลื่นไส้
แชซังกุงรีบประคอง "พระสนม ทรงเป็นไรหรือเพคะ พระสนมๆ" หลังหมอหลวงมาตรวจอาการแล้ว
นัมซาโชรีบทูลพระเจ้าจองโจ "ท่านบอกว่าไงนะ สนมวอนพินตั้งครรภ์หรือ
เป็นความจริงหรือเปล่า" "น่าจะจริงพ่ะย่ะค่ะ เพราะตอนนี้
หมอหลวงได้ไปถวายการตรวจแล้ว" ดัลโฮบอกข่าวตั้งครรภ์ของสนมวอนพินให้ฮงกุกยองทราบ
เขาดีใจมาก พระพันปีเฮคยองทรงตรัสถามหมอ "เป็นไงบ้าง พระสนมตั้งครรภ์จริงหรือเปล่า"
"ตอนนี้สัญญาณชีพยังเต้นอ่อนอยู่ คงต้องดูอีกซักพักพ่ะย่ะค่ะ
แต่จากที่พระสนมรับสั่งมา คิดว่า คงเป็นการทรงครรภ์ไม่ผิดแน่" "หึ
เพียงไม่นานเจ้าก็ตั้งครรภ์แล้ว เป็นสิ่งที่ใครก็นึกไม่ถึง
ถือว่าเจ้ามีผลงานต่อฝ่าบาทด้วยนะจ๊ะ" "ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ" "ยินดีด้วยนะจ๊ะ"
พระมเหสโยอึยตรัส "ขอบพระทัย หึ" พระมเหสีโยอึยออกมา และชวนคิมซังกุงกลับ
แต่เห็นนางร้องไห้ "เดี๋ยวก่อน ท่านร้องไห้หรือ" "หึ เปล่าเพคะพระมเหสี ฮือ"
"เป็นอะไรอีกล่ะ ทำไมต้องร้องห่มร้องไห้" " ฮือ เจ็บใจแทนพระมเหสีน่ะสิเพคะ ฮือ
พระมเหสีทรงรอคอยสายพระโลหิตมาเกิด สวรรค์ก็ช่างใจร้าย ให้สนมวอนพินมีก่อนได้ยังไง
เฮ่ย ฮือๆๆ ฮือๆๆ" "อย่าคิดมากดีกว่า ใครจะมีโอรสก่อนก็เหมือนกัน
ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้น" "พระมเหสี ฮือ"
ฮงกุกยองเข้ามาแสดงความยินดีกับน้องสาว "ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ขอให้ทรงมีพระโอรส
จะได้สืบบัลลังก์ต่อไป" "แน่นอนพี่ใหญ่ ข้าก็หวังว่าจะได้โอรสซักองค์
แต่ก่อนจะบรรลุเป้าหมายนั้น ท่านต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อนได้ไหม"
"อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" "อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนคราวที่แล้วที่ท่านถูกขังคุก
ท่านไม่รู้หรอกว่า ตอนนั้นข้าเป็นห่วงท่านขนาดไหน" "พระสนม" " อยู่ในวัง
คนที่ข้าหวังพึ่งได้ก็มีแต่ท่านคนเดียว อีกหน่อยถ้าข้ามีโอรสจริง
ท่านก็จะเป็นพระมาตุลาขององค์ชายใหญ่ ซึ่งทุกคนต้องยำเกรง และมีฐานะสูงกว่านี้
เพราะฉะนั้น อีกหน่อยข้ากับลูก ยังต้องให้ท่านดูแลอีกมากนักรู้หรือเปล่า"
"พระสนมทรงวางพระทัย หม่อมฉัน ยังไงก็จะปกป้องพระสนมและพระโอรสอย่างดี เพราะฉะนั้น
ขอเพียงพระสนมถนอมพระวรกายให้แข็งแรง เรื่องอื่นไม่ต้องทรงเป็นห่วง"
"ขอบคุณพี่ใหญ่" "ฝ่าบาทเสด็จมา" "อ้อ หึ ฝ่าบาท" "ท่านก็อยู่นี่ด้วยหรือ"
"ขอแสดงความยินดีที่พระสนมทรงครรภ์พ่ะย่ะค่ะ" "ขอบใจมาก และต้องขอบใจวอนพินด้วย
ถือว่าเจ้ามีผลงานต่อราชวงศ์ของเราอย่างมาก" "เป็นพระกรุณาเพคะ"
โชบีถามซองซงยอนด้วยความเป็นห่วงว่าเจ็บมากมั้ยที่ถูกสนมวอนพินตบหน้า "หึ ช่างเถอะ
หายเจ็บตั้งนานแล้ว ไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ" " เฮ่ย
ไม่อยากคิดเลยว่าทีหลังเจ้าจะเจออะไรอีก ใหม่ๆ ยังจ้องจับผิดไปซะทุกเรื่อง เฮอะ
ตอนนี้เห็นว่ามีครรภ์ มีหวังยิ่งกร่างกว่าเดิมอีก" "เอ่อ พี่โชบี จะกลับก่อนก็ได้นะ
ที่เหลือข้าจะจัดการเอง" "เฮ่ย ก็ได้ ข้าไปก่อนล่ะ เฮ่ย"
พระเจ้าจองโจเสด็จมาพบซองซงยอน จึงเรียกถาม "ซงยอน" "อ้อ ฝ่าบาท"
"เข้ามาเขียนรูปในวังหรือ" "ใช่แล้วเพคะ
กำลังเขียนฉากบังลมให้กับตำหนักพระสนมวอนพิน เอ่อ แต่ได้ยินว่า พระสนมทรงตั้งครรภ์
ยินดีด้วยนะเพคะ" "ยินดีหรือ ใช่ เป็นเรื่องน่ายินดีของราชสำนัก ใครๆ ก็ดีใจมาก
แต่ไม่รู้เพราะอะไร ข้าไม่อยากได้ยิน คำยินดีออกจากปากเจ้าเลย ไปเถอะ"
"เพคะ"0000000000000000 แชซกจูมาเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน
"เคยมีรับสั่งไม่ให้หม่อมฉันมาเฝ้าอีกแล้ววันนี้มีอะไรถึงรับสั่งให้หาหรือพ่ะย่ะค่ะ"
" ที่เชิญมา ไม่ใช่เพราะมีอะไรพิเศษหรอก เพียงแต่ว่า
มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับข้า
คิดว่าน่าจะบอกให้ท่านรับรู้ไว้เลยเชิญมาพบซักครั้ง" "เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"พรุ่งนี้ ข้าจะได้ออกจากตำหนักคาจอง ไปอยู่ที่ๆ สมศักดิ์ศรีแห่งฐานะพระหมื่นปี"
"ออกจากตำหนักคาจอง ทรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ" "อีกอย่าง
ไม่เพียงแต่ข้าคนเดียว บางทีแม้แต่ไต้เท้าชางแทวูก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง"
เวลานั้นชางแทวูทราบจากขุนนางเรื่องคนร้ายที่สังหารเหล่าขุนนางถูกปล่อยตัวก็ตกใจ
"ท่านบอกว่าไงนะ คนร้ายที่สังหารเหล่าขุนนางถูกปล่อยตัวทั้งหมดหรือ
ใครเป็นคนออกคำสั่งแบบนี้" " เห็นว่าเป็นคำสั่งใต้เท้าฮงครับ
บ่าวไพร่พวกนี้ถูกจับได้คาหนังคาเขา แทนที่จะประหารชีวิต
กลับปล่อยตัวเป็นอิสระท้าทายกฎหมาย แบบนี้มันจะถูกหรือครับท่าน"
ชางแทวูรีบมาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจทันที "ความหมายของท่านก็คือ
ข้ามอบอำนาจให้ไต้เท้าฮงมากเกินไป อย่างงั้นใช่ไหม" "ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ
ทุกวันนี้ฮงกุกยองเลยยิ่งได้ใจ ใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น"
"ใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือ ไหนลองยกตัวอย่างให้ฟังซิ"
"เขามีคำสั่งให้ปล่อยบ่าวไพร่ที่สังหารขุนนางหลายคน
โดยลงโทษแค่โบยเล็กน้อยก็ถือว่าพ้นความผิด ทำแบบนี้ เท่ากับท้าทายกฎหมาย"
"แต่เรื่องนี้ ข้าสั่งให้เขาทำเอง ถ้าท่านจะมาพูดเรื่องนี้ละก้อ
คงไม่ใช่ตำหนิไต้เท้าฮงคนเดียว แต่ยังรวมถึงข้าด้วย" "ฝ่าบาท" "
จริงอยู่ความผิดของพวกเขาสมควรตายนัก แต่ว่า ถ้าเราสั่งประหารบ่าวที่ฆ่านาย
รวมทั้งคนสมรู้ร่วมคิด แล้วชนชั้นสูงที่ทารุณกรรมพวกเขา ทำให้ไม่มีทางไปจะว่ายังไง
สมควรได้รับโทษจากทางการเท่าเทียมหรือเปล่า" "ฝ่าบาท
เรื่องนี้ไม่ควรมองแบบนี้นะพะย่ะค่ะ บ้านเมืองเราถือระบบชนชั้นเป็นสำคัญ
ผู้เป็นนายย่อมมีสิทธิ์ในชีวิตและทรัพย์สินของบ่าว
เป็นกฎหมายที่มีมานานไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ ท่านพูดมาก็ถูก
ข้าเลยมีความคิดใหม่ว่า จะแก้กฎหมายข้อนี้ซะ" "แก้กฎหมาย?
ฝ่าบาททรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ แสดงว่า
จะทรงห้ามไม่ให้มีการทารุณบ่าวไพร่หรือพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่ใช่ ถ้าห้ามกันได้ง่ายๆ
ข้าคงไม่ต้องคิดนานขนาดนี้" "แล้วฝ่าบาททรงคิดจะ" "ข้าอยากให้โชซอน
ไม่มีการค้าทาสอีกต่อไป" "หา ฝ่าบาท" " แน่นอนว่าคงเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก
เพราะทาสเป็นสมบัติของนาย เหล่าขุนนางและผู้มีอันจะกินต้องคัดค้านข้าถึงที่สุดแน่
แต่ว่าข้า ยังไงก็จะให้ยกเลิก ระบบทาสทั้งหมด"
พระหมื่นปีจองซุนมาขอเฝ้าพระเจ้าจองโจ ทรงตกพระทัยมาก "ไม่พบกันนานนะฝ่าบาท"
"พระหมื่นปีเสด็จมาที่นี่ทำไม ไม่ได้ยินหรือ
หม่อมฉันถามว่าพระหมื่นปีเสด็จมานี่มีธุระอะไร" ฮงกุกยองเข้ามา "ฝ่าบาท
หม่อมฉันทูลเชิญพระหมื่นปีมาเอง" "ใต้เท้าฮง" "คนที่ทูลเชิญพระหมื่นปีมา
ก็คือหม่อมฉันพ่ะย่ะค่ะ" "อะไรนะ คือท่านหรือ" "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"

จบลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 54

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 55

พระเจ้าจองโจทรงตรัสถามฮงกุกยองว่า " บอกข้าหน่อยซิว่า
เรื่องไปไงมาไงแน่ ข้าไม่อยากคิดว่าตัวเอง ดูท่านผิดไปหรอกนะ
คงมีเหตุผลบางอย่างถึงให้ท่านทำแบบนี้ รีบพูดมาซะ ทำไมต้องเชิญพระหมื่นปีมาพบข้า"
"เพื่อเห็นแก่อนาคตของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ" "เห็นแก่อนาคตข้าหรือ" "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่เข้าใจที่พูด ยิ่งฟังก็ยิ่งงง บอกว่าเห็นแก่อนาคตข้าหรือ เพียงเพราะแค่นี้
ข้าเลยจำเป็น ต้องอภัยโทษให้พระหมื่นปีหรือไง" "พ่ะย่ะค่ะ รับสั่งถูกต้องแล้ว"
"ใต้เท้าฮง" " ทรงอภัยให้พระหมื่นปี อย่าได้กักบริเวณอีกต่อไป
ทางเดียวที่จะควบคุมใต้เท้าชาง ไม่ให้พวกขั้วอำนาจเก่ามีสิทธิ์มีเสียง
ก็คือให้พระหมื่นปีมาอยู่ข้างฝ่าบาทซะ แล้วหลังจากนั้น" "ไม่ต้องพูดแล้ว" "ฝ่าบาท"
"มีปัญญาหาทางออกแค่นี้เองหรือ
เพียงเพราะเหตุผลนี้เลยเจ้ากี้เจ้าการไปเฝ้าพระหมื่นปีใช่ไหม" "
ที่หม่อมฉันทำแบบนี้ เพื่อจะพิสูจน์ว่าพระหมื่นปี ควรแก่การเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญ หม่อมฉันอยากรู้ว่าที่มีรับสั่งว่าภักดีต่อฝ่าบาทนั้น
เป็นเพียงลมปากหรือไม่ จึงไม่ได้ทูลให้ทรงทราบก่อน" "ใช่แล้วเป็นยังไง
ในที่สุดก็เชิญนางมา เพราะเจ้าเชื่อแล้วว่า นางซื่อสัตย์ต่อข้าจริงหรือ" "
พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเชื่อ หึ และขอให้ทรงเชื่อหม่อมฉัน
รับสั่งให้เลิกกักบริเวณพระหมื่นปีเถอะพ่ะย่ะค่ะ เพราะพระหมื่นปี
มีความหวังดีอยากช่วยฝ่าบาทจริงๆ โปรดอย่าให้พลาดโอกาสนี้ซะ
พระหมื่นปีเคยมีอำนาจพอที่จะควบคุมเหล่าขุนนางได้ ฉะนั้น
ฝ่าบาทก็ต้องทรงใช้ให้เป็นประโยชน์เช่นกัน"
ด้านพระหมื่นปีจองซุนก็ยังคงเฝ้ารอที่จะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
และในที่สุดพระเจ้าจองโจก็ยินยอม "ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะมาทูล
อยากให้ฝ่าบาทเห็นความจริงใจที่หม่อมฉันต้องการไถ่บาป" " ความจริงใจของพระหมื่นปี
ตลอดหลายปีที่ผ่าน หม่อมฉันเห็นชัดเจนแล้ว มาจนวันนี้ ไม่ว่ายังไง
หม่อมฉันก็ไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอก เชิญกลับไปดีกว่า" "ฝ่าบาทยังต้องอาศัยหม่อมฉัน
จะด้วยอะไรก็ตาม หากจะให้รับใช้ ขอเพียงรับสั่งคำเดียว
หม่อมฉันพร้อมชดเชยให้ฝ่าบาทเสมอ" "พระหมื่นปี" "ซักวันหนึ่ง
ฝ่าบาทจะเหมือนใต้เท้าฮง ที่รู้ว่าหม่อมฉันจริงใจแค่ไหน"
เหล่าฮูหยินพากันมาแสดงความยินดีกับพระสนมวอนพิน จนคิมซังกุงอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้
ซอง ซงยอนกับโชบีนำแบบร่างภาพเขียนใหม่มาให้พระสนมวอนพินดู แต่เผอิญหมอหลวงมาตรวจ
สนมวอนพินบอกให้จัดยาประเภทเจริญอาหารให้ด้วย หมอหลวงกลับย้อนถามว่า
"หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม ที่ไม่เจริญอาหารนั้น
ทรงเป็นมานานแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ" "เพราะหม่อมฉัน
รู้สึกมีอะไรไม่ชอบมาพากล โดยปกติแล้ว ถ้าถึงเวลานี้
น่าจะมีสัญญาณบ่งชี้การทรงครรภ์อย่างชัดเจน" "ท่านพูดหมายความว่าไง
ไม่มีสัญญาณบ่งชี้หรือ? อ้อ ท่านอย่าเพิ่งพูดนะ"
พระสนมวอนพินสั่งให้ซองซงยอนกับโชบีออกไปก่อน แล้วจึงสั่งให้หมอหลวงตรวจให้ละเอียด
พระเจ้าจองโจทรงตรัสกับพวกเชกาว่า " มา วันนี้เชิญทุกคนดื่มให้เต็มที่
เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้ เราจะเริ่มทำงานอย่างจริงจัง การประชุมในวันนี้
ข้าจะให้ประกาศกฎหมายเลิกทาสในโชซอน ข้าตั้งใจจะใช้กฎหมายนี้ ปฏิรูประบบทาส
ยกฐานะให้เป็นพลเมือง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องถูกเหล่าขุนนางคัดค้าน
รวมถึงชนชั้นสูงทั้งหลายต้องต่อต้านอย่างหนัก เพราะฉะนั้น
ขอให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจ นอกจากเปิดโอกาสให้ลูกอนุฯ แล้ว ข้ายังจะให้เลิกทาส
รับรองพวกเขา ต้องหาว่าข้าเสียสติและอยากขับไล่ให้พ้นเร็วๆ" "แน่นอนพ่ะย่ะคะ
แต่พวกเราทั้งหลาย ล้วนรอคอยวันนี้มานาน ฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะ" "ขอบใจมาก
เพราะข้ามีพวกท่าน จะทำอะไรก็มั่นใจมากขึ้น" "เป็นพระกรุณายิ่งแล้ว"
และวันต่อมาที่มีการประชุม ฮงกุกยองก็สั่งไม่ให้เทซูตรวจชางแทวู
สร้างความแปลกใจให้กับชางแทวูมาก "ทำไมวันนี้ข้าไม่ต้องตรวจ จะมาไม้ไหนอีก" "
อยากให้ท่านกรุณาหน่อยน่ะครับ การประชุมวันนี้ ฝ่าบาทจะเสนอเรื่องอะไร
คิดว่าท่านคงรู้ ฉะนั้น จึงอยากให้ท่านเปิดใจให้กว้าง อย่าคัดค้านให้มากนัก"
"เพราะอย่างงี้เลยไม่ต้องค้นตัวข้าหรือ ช่างเป็นเรื่องตลก ที่ไม่น่าขำเอาซะเลย" "
ตลกอะไรครับ ไม่มีหรอก ข้าพูดจากใจจริงล้วนๆ
ท่านก็รู้ว่าวันนี้ฝ่าบาทจะทรงประกาศกฎหมายใหม่ แต่ว่า
ที่เราคาดหวังคือท่านยอมถอยซักก้าว อย่าพูดให้เหล่าขุนนางพากันแข็งข้อ
ทำให้ราชสำนักวุ่นวาย มันจะไม่ค่อยดีนัก" "เข้าใจพูดนี่ นึกว่าออกมาเกริ่นไว้ก่อน
ข้าจะทำตามคำสั่งเจ้าง่ายๆ หรือ" "ใช่ครับ ท่านต้องทำตามคำสั่ง ไม่งั้นความอัปยศ
ที่ท่านเคยได้รับเมื่อ 10 ปีก่อน อาจเกิดซ้ำอีกครั้งก็ได้" "อะไรนะ" "
ข้าเคยบอกไว้แล้วไม่ใช่หรือ จะให้ท่านได้เห็นการขยายอิทธิพลของคนที่เป็นพระญาติ
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่ามีอะไรอยู่กับข้าตอนนี้ ก็ให้ท่านเจียมตัวและอยู่เงียบๆ
ดีกว่า" และในการประชุม พระเจ้าจองโจให้ฮงกุกยองอ่านประกาศ " ดังที่กล่าวมา
การค้าทาสคือวิธีกดขี่ข่มเหงมนุษย์อย่างไร้ความปรานี ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดว่า
เห็นควรให้ยกเลิกระบบซื้อขายและทารุณกรรมผู้เป็นทาส นับแต่วันที่ 5 เดือน 3 ปี
“แคไฮ” เป็นต้นไป ให้ยกเลิกทั้งระบบ ค้าทาสและกดขี่แรงงาน"
ฮงกุกยองอ่านได้เพียงเท่านั้น
เหล่าขุนนางก็พากันขัดค้านและของให้พระเจ้าจองโจทรงไตร่ตรองใหม่
"ข้าให้อ่านประกาศยังไม่ถึงครึ่ง พวกท่านก็เริ่มโวยซะแล้ว ตกลงว่า
วันนี้จะได้ประกาศเป็นเรื่องเป็นราวหรือเปล่า ราชเลขาไปนั่งก่อน" "พ่ะย่ะค่ะ" "
กฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แค่ปกป้องสิทธิ์ของผู้เป็นทาสเท่านั้น ข้ายังคิดว่า
ทาสคนไหนที่ครบกำหนดไถ่ตัว หรือมีเงินมาชดใช้ จะให้เลื่อนเป็นสามัญชน
พ้นจากความเป็นทาส ที่สำคัญ ฐานะทาสให้จำกัดแค่รุ่นเดียว อนาคตรุ่นต่อไป
จะไม่มีคำว่าทาส ในบ้านเมืองของเราอีก" "ฝ่าบาท จะไม่มีทาสได้ยังไง
เป็นไปไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ บ้านเมืองเรา มีการแบ่งชนชั้นอย่างเคร่งครัด
ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี" "ฝ่าบาท พวกเราไม่อาจยอมรับ นโยบายที่ไร้เหตุผลแบบนี้
ขอทรงพิจารณาใหม่เถอะพ่ะย่ะค่ะ" "ขอทรงพิจารณาใหม่เถอะ" " ราชเลขา
ก่อนอื่นให้เลิกทาสทั้งหมดในวัง รวมถึงบ่าวไพร่ตามหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญ
ใครเป็นทาสหลวงอยู่ตอนนี้ ให้ยกเลิกฐานะนี้ซะ พรุ่งนี้ออกประกาศตามนี้เลย"
"พ่ะย่ะค่ะ" "ฝ่าบาท นี่เป็นความเผด็จการ ไม่สมควรอย่างยิ่งนะพ่ะย่ะค่ะ" "ใต้เท้า
ท่านพูดอะไรหน่อยสิครับ เป็นเสนาบดีแท้ๆ ทำไมไม่แสดงความคิดเห็นบ้าง ใต้เท้า"
"ฝ่าบาท หม่อมฉันเสนาซ้ายชางแทวู มีเรื่องบางอย่างจะขอทูลถาม" "เชิญพูดได้"
"ไม่ว่าเหล่าขุนนางจะทูลคัดค้านยังไง การตัดสินพระทัยเลิกทาสในคราวนี้
ยังไงก็ไม่ทรงเปลี่ยนแน่นอน อย่างงั้นใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ"
พระเจ้าจองโจรับสั่งหนักแน่นว่า "ใช่" " ในเมื่อทรงตัดสินพระทัยแน่แล้ว
เราก็จนปัญญา ทุกคนลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ยินหรือไง ข้าบอกให้ยืนขึ้นไงล่ะ
ถ้าอย่างงั้น พวกเราขอถวายบังคมลาฝ่าบาท" "นั่งก่อนท่านเสนา
รู้มั้ยว่าเป็นการเสียมรรยาทแค่ไหน" "คนที่ไล่เราออกไปก็คือฝ่าบาทเอง
พระราชาที่ไม่ทรงฟังเสียงของเหล่าขุนนาง
ถึงให้อยู่ต่อจะมีความหมายอะไรอีกล่ะพ่ะย่ะค่ะ" "ท่านเสนา"
"ฝ่าบาททรงวางพระองค์เป็นศัตรูกับขุนนางและชนชั้นสูงแล้ว เพราะฉะนั้น
หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ฝ่าบาทก็ทรงรับเองละกัน พวกเราไป"
ฮงกุกยองวิ่งตามชางแทวูไปทันที ชางแทวูบอกให้เหล่าขุนนางล่วงหน้าไปก่อน "หึ
ทำแบบนี้หมายความว่าไง ท่านลืมคำพูดของข้าแล้วหรือ" "ลืมหรือ
คำเตือนที่หวังดีของเจ้า ข้าจะลืมได้ไง
และนี่ก็คือสิ่งตอบแทนความหวังดีของเจ้าไงล่ะ" "หา" ฮงกุกยองอึ้ง "จะมีอะไรก็ช่าง
อยากทำอะไรข้าก็เชิญ คนที่เคยถูกไล่ต้อนมาแล้ว จะโดนอีกก็ไม่เห็นแปลก" "ใต้เท้า"
"สิ่งที่เจ้าได้มา คงรับมาจากพระหมื่นปีล่ะสิ แต่ข้าสงสัยว่าฝ่าบาท
จะพอพระทัยเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของเจ้าหรือเปล่า" ฮงกุกยองโกรธที่ชางแทวูรู้ทัน
เขานำฎีกากลับมาหาพระหมื่นปีจองซุนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง "หึ แล้วตอนนี้จะทำไง
ไม่คิดใช้ประโยชน์จากฎีกาฉบับนี้จริงหรือ" " หม่อมฉันไม่เคยทูลว่าจะใช้ฎีกาฉบับนี้
ทำให้ใต้เท้าชางถูกไล่ต้อนจนมุม ถ้าหม่อมฉันใช้ฎีกานี่ไปเล่นงานเขาจริง
ก็แสดงว่าอีกหน่อย จะมีจุดอ่อนอยู่ในพระหัตถ์ของพระหมื่นปี และถ้าฝ่าบาททรงรู้เข้า
เชื่อได้เลยว่า พระองค์จะไม่ให้อภัยหม่อมฉันแน่" "แต่ว่าใต้เท้าฮง" " เพราะฉะนั้น
หากต้องใช้จริง ๆ ก็จะเป็น ขั้นสุดท้ายที่ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
และถ้าฝ่าบาทไม่ทรงเห็นชอบ หม่อมฉันจะไม่ช่วยพระหมื่นปีเล่นงานใต้เท้าชาง ฉะนั้น
คนที่จะทำให้ฝ่าบาททรงเปลี่ยนพระทัย คงอยู่ที่ พระหมื่นปีจะทรงคิดเองมากกว่า
ถ้าฝ่าบาทไม่ทรงเห็นชอบ หม่อมฉันจะไม่ช่วยพระหมื่นปีเล่นงานใต้เท้าชาง"
พระหมื่นปีจองซุนคิดตาม "นั่นสินะ ไหนๆ ก็ไหนๆ จะทำไงก็ช่าง
ข้าต้องให้ฝ่าบาทเปลี่ยนใจให้ได้"
จากนั้นพระหมื่นปีก็สั่งให้คนไปตามแชซกจูมาพบ000000000000000 หมอ
หลวงตรวจอาการให้พระสนมวอนพินอีกครั้ง และยืนยันว่าไม่ได้ทรงตั้งครรภ์
สร้างความตกใจให้พระสนมวอนพินอย่างมาก พอดีพระพันปีเฮคยองเสด็จมาเยี่ยม
และสอบถามอาการจากหมอหลวง แต่หมอหลวงอึกอัก
พระสนมวอนพินจึงสั่งให้ออกไปพระนางจะทูลเอง "วอนพิน นี่มันอะไรกันน่ะ หรือว่า
เด็กในครรภ์มีปัญหาหรือไง บอกมาเร็ว วอนพิน" " ไม่มีหรอกเพคะ จะมีปัญหาได้ยังไง
ลูกในท้องสบายดี เพียงแต่ท่านหมอบอกว่า หม่อมฉันสุขภาพอ่อนแอ ต้องดูแลตัวเองให้มาก
แค่นี้แหละเพคะ" "งั้นหรอกหรือ" "เพคะเสด็จแม่"
จากนั้นพระสนมวอนพินก็ปรึกษากับฮงกุกยอง "ทำไมไม่ได้ตั้งครรภ์ล่ะ
หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง พอหมอหลวงทูลว่าไม่ได้ทรงครรภ์
พระสนมกลับไปทูลความเท็จต่อพระพันปีงั้นหรือ" " ฮือ เมื่อกี้
ข้าทำเพราะความจำเป็นจริงๆ เรื่องกลายเป็นแบบนี้ ข้าไม่รู้จะทูลเสด็จแม่ยังไงดี
พี่ใหญ่ ยังไงก็หาทางช่วยข้าหน่อยได้ไหม ไปสั่งห้ามหมอหลวง อย่าให้เขาพูดมาก
ให้ปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน" "เรื่องแบบนี้จะปิดได้ยังไง นี่ไม่ใช่ทางออกนะพ่ะย่ะค่ะ
โอกาสตั้งครรภ์ยังมีอีกมาก ขอเพียงเราพูดความจริง" " ข้าทำอย่างงั้นไม่ได้
ถ้าพูดออกไป คนอื่นจะมองข้ายังไง คงพากันคิดว่า
ข้าเป็นคนเสแสร้งแกลังกุเรื่องว่าตัวเองท้อง
เพื่อหวังเป็นคนโปรดของฝ่าบาทและพระพันปี กลายเป็นว่าหลอกลวงทุกคน
แล้วยังมีพระมเหสีอีก ถ้าทรงรู้ความจริง มีหวังหัวเราะข้าตายแน่" "พระสนม" "
และท่านก็รู้ว่า ข้าทูลความเท็จต่อเสด็จแม่ไปแล้ว ฮือ ถ้าให้ทรงรู้เข้า
รู้ว่าข้าโกหกแต่แรก ต้องทรงกริ้วข้าอย่างหนักแน่ ฮือ ข้าจะรอให้ผ่านไปซักพัก
แล้วค่อยบอกว่าจู่ๆ ก็แท้งลูก ส่วนท่าน ก็ช่วยข้าปิดปากหมอหลวงหน่อยเถอะนะ ฮือๆๆ"
หลังจากที่พระเจ้าจอง โจประกาศเลิกทาส ยิ่งทำให้พวกนายทุนกดขี่แรงงานมากขึ้น
เทซูกับพวกเห็นก็นำมาทูลให้พระเจ้าจองโจทรงรับทราบ
แถมชางแทวูก็บอกเหล่าขุนนางไม่ให้มาประชุมกับพระเจ้าจองโจ
มีแชซกจูที่พาขุนนางบางส่วนมาร่วมประชุม
"ไม่นึกว่าวันนี้จะได้เห็นท่านมาประชุมที่ท้องพระโรง ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม"
พระเจ้าจองโจตรัสถามอย่างแปลกพระทัย " ที่หม่อมฉันมาร่วมประชุม
เพราะไม่อยากเห็นความแตกแยกในราชสำนัก จึงได้มาเข้าเฝ้า ขอฝ่าบาททรงพิจารณา
ยกเลิกกฎหมายที่ให้นายจ้างมีสิทธิ์ขาดในตัวบ่าวไพร่เถอะพ่ะย่ะค่ะ
แล้วพวกเราจะยอมรับแค่ ไม่ให้มีทาสหลวงอีกต่อไปและจะไม่ทารุณบ่าวไพร่อีก"
"ท่านเจ้ากรม" " หากฝ่าบาทยอมรับในข้อนี้ หม่อมฉันจะเจรจาไม่ให้คนอื่นคัดค้านอีก
และทุกคนก็จะกลับมา ทำงานต่อไปเหมือนเดิม ฝ่าบาท โลกนี้มีตราชั่ง 2 อย่าง
หนึ่งคือชั่งความผิดถูก อีกหนึ่งคือชั่งผลประโยชน์ แม้ว่ามาตรการที่ฝ่าบาททรงใช้
มีความถูกต้องก็จริง แต่ถ้าเอนเอียงไปฝ่ายไหน
ก็ยากจะประสานความคิดของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว เรื่องบางอย่างจะให้คนยอมรับ
ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายนะพ่ะย่ะค่ะ"
"นี่คือเงื่อนไขการรอมชอม ที่ท่านจะพูดหรือ" "ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ที่สำคัญ
นี่เป็นพระดำริของพระหมื่นปีด้วย" "ท่านว่าไงนะ" "
ที่ให้หม่อมฉันออกหน้าเจรจากับทุกฝ่าย ก็คือพระหมื่นปีนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ
ที่พวกเขายอมฟังหม่อมฉัน ก็เพราะรู้ว่านี่เป็นพระดำริของพระหมื่นปีด้วย
ทำไมทุกคนถึงยอมอ่อนข้อ เชื่อว่าฝ่าบาทก็ทรงทราบดีไม่ใช่หรือ"
จากนั้นแชซกจูก็บอกเล่าให้ชางแทวูฟัง "งั้นหรือ ข้าก็นึกไว้อยู่แล้ว
รับสั่งของพระหมื่นปียังมีผลอยู่" "ก็ไม่เชิงซะทั้งหมดหรอกครับใต้เท้า
เพราะเหล่าขุนนาง มีบางคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของท่าน ตรงนี้ก็มีส่วนเหมือนกัน"
"ไม่เห็นด้วยกับการกระทำข้าหรือ" " ยังไงพวกเรา
ก็เคยพ่ายแพ้ต่ออำนาจของฝ่าบาทมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังใช้วิธีเดิมไปต่อต้านอีก
ผลคงไม่แคล้วออกมาเหมือนเดิม ตอนนี้ยอมเฉือนเนื้อตัวเองบ้าง น่าจะเป็นทางออกที่ดี
ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อาจเพราะท่านลาออกไปนาน ไม่คุ้นกับการเมืองที่เปลี่ยนไป
ข้าถึงบอกให้รู้ ถ้าจะนำพาทุกคน ให้ต่อต้านพระราชาองค์นี้
ท่านคงต้องรู้จักใช้ลูกเล่นทางการเมืองหน่อย" "ถ้าจะใช้ลูกเล่นจริงๆ
ก็ไปหาผู้หญิงที่พวกท่านเทิดทูนละกัน" "ใต้เท้า" "ข้าไม่รู้ว่าอะไรคือการเมือง
รู้แต่หลักการที่ตัวเองเชื่อมั่นมาตลอด" " แต่ว่า
ถ้ายิ่งดึงดันจะทำให้พวกเราเดือดร้อนมากขึ้นน่ะครับ ราชสำนักได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เรื่องนี้แม้แต่ท่าน ก็ต้องยอมรับเหมือนกัน ใต้เท้า" ชางแทวูกล่าวและเดินออกไป
และวันนี้จะมีการประหารนักโทษ
พระเจ้าจองโจทรงรับปากกับนักโทษว่าจะดูแลแม่ของเขาแทนอย่างดี
นักโทษคนนั้นซาบซึ้งใจมาก พระพันปีเฮคยองเสด็จมาหาพระเจ้าจองโจ
"ป่านนี้แล้วยังทำงานอยู่หรือลูก" "เสด็จแม่ ทำไมไม่ให้คนแจ้งก่อน
เสด็จเข้ามาเงียบๆ ล่ะ" "ใครว่าไม่มีคนแจ้ง เมื่อกี้ซังกุงก็บอกแล้ว
เพียงแต่เจ้าห่วงแต่ทำงานเพลินเลยไม่ได้ยินต่างหาก" "งั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"วันนี้พอแค่นี้เถอะ ไปพักผ่อนได้แล้ว อยู่ดึกทุกวัน ร่างกายจะไม่ไหวนะ"
"ไว้เสร็จงานตรงนี้ก่อน หม่อมฉันจะไปนอนพ่ะย่ะค่ะ" " เรื่องของพระหมื่นปี
เจ้าคิดว่าตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม จริงๆ แล้ว แม่เองก็รู้สึกกลุ้มใจ
นอนไม่หลับเลยออกมาเดินเล่น ถ้าคนอื่นไปช่วยพระหมื่นปียังพอว่า
แต่นี่เป็นใต้เท้าฮงเสนอขึ้นมาเอง แม่ไม่เข้าใจเอาซะเลย" "ถ้าเป็นเรื่องนี้ละก้อ
ขอให้เสด็จแม่ทรงวางพระทัยได้ ใต้เท้าฮงไม่ใช่คนวู่วาม
ทำอะไรโดยไม่คิดหรอกพ่ะย่ะค่ะ" แชซกจูมาเข้าเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน
"ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ" " ข้าแค่กลับมาในที่ๆ ตัวเองควรอยู่
ไม่เห็นมีอะไรน่ายินดีตรงไหนเลย แต่ยังไงก็ตาม ถือว่าท่านได้ช่วยข้าไว้ไม่น้อย
ต่อไป มีอะไรคงต้องไหว้วานท่านอีก" "นี่คือ อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" "เอาเงินก้อนนี้
ไปหาซื้อบ้านซักหลังในที่ลับตาคน และอย่าให้ใครรู้" "หาซื้อบ้านหรือพ่ะย่ะค่ะ
ถ้าอย่างงั้น ทรงหมายความว่า จะใช้เป็นที่สั่งการเหมือนสมัยก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ" "
ใครจะกล้าทำอย่างงั้นอีก ทุกวันนี้ข้าต้องระวังตัว เพื่อให้ฝ่าบาทไว้ใจมากที่สุด
แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวได้หรือ ส่วนจะซื้อเพื่ออะไรนั้น
อีกหน่อยข้าจะบอกให้ท่านรู้เอง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ไว้รออีกซักพัก อะไรๆ
จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ประมาทกับอนาคต
เราต้องเตรียมรากฐานไว้ก่อนไม่ใช่หรือ" พระพันปีโยอึยได้ยามาจากทางบ้าน
ก็นำมาให้หมอหลวงตรวจดูก่อนว่าจะให้พระสนมวอนพินได้หรือไม่
แต่ฮงกุกยองเข้ามาเห็นจึงบอกว่า "อย่าเพิ่งส่งไปจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" "ใต้เท้าฮง"
"ขอทรงอภัย ยาที่รับสั่งนั้นไม่ควรให้พระสนมเสวยพ่ะย่ะค่ะ" "งั้นหรือ
สาเหตุเพราะอะไร" "หมอหลวงบอกว่า ยามีส่วนผสมของ “แพ่กจู”
ซึ่งไม่เหมาะกับคนตั้งครรภ์ จะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ จริงหรือเปล่าท่านหมอ"
"จริงหรือ" หมอหลวงอึกอักนิดหน่อย "เอ่อ คือ จริงพ่ะย่ะค่ะพระมเหสี"
"งั้นก็ช่างเถอะ ข้าไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้ ถ้าอย่างงั้น
วันหลังค่อยเปลี่ยนยาชุดใหม่ละกัน" "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ" เมื่อ
พระมเหสีโยอึยเสด็จกลับไปแล้ว
ฮงกุกยองก็สั่งหมอหลวงไม่ให้ทูลเรื่องพระสนมวอนพินไม่ได้ตั้งครรภ์
และบอกว่าจะหาทางแก้ปัญหาเองโดยไม่ให้หมอหลวงเดือดร้อน

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ 55

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ และก็ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านค่ะ

เครดิต : www.oknation.net/blog/lakorn

Readlakorn เว็บเรื่องย่อละครรายตอนตามบทโทรทัศน์ช่อง3,5,7,นิยาย ไทยรัฐ,
ละครเกาหลี,ละครไต้หวัน (Series), ลิ้งค์(Links) ดูละคร Youtube
เรื่องย่อละคร
ลีซานจอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน สุสานภูเตศวร สาปภูษา มนต์รักข้าวต้มมัด เมียหลวง
เพลงรักข้ามภพ มือนาง เทพบุตรนักบาส

Readlakorn

Related Posts



7 comments:

Yu on 4/18/2009 said...

ขอบคุณมากๆค่ะ รออ่านตอนต่อไปนะคะ

Anonymous said...

ขอบคุนมั่กๆๆๆคร่า กะลังติดเรื่องนี้งอมแงมเรย

จะรออ่านตอนต่อปายเช่นกาน 。◕‿◕。

Anonymous said...

เพิ่งมีเวลาเข้ามาอ่านตอนนี้ค่ะ สนุกมาก ขอบคุณมากนะคะ ขอให้คุณlilyมีสุขภาพดี มีแรงดำน้ำได้ไกลๆค่ะ

Anonymous said...

มีการเลิกทาสแบบ สมัย รัชกาลที่ 5 เลย
แต่เท่าที่อ่านมา ดูจะส่งผลกระทบต่อขุนนางชั้นสูงมาก
สมัยรัชกาลที่ 5 ท่านืรงเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่รู้ว่าทรงใช้วิธีใด พระเจ้าจองดจจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จะรอติดตามต่อไปครับ

สมชาติ said...

เนื่องจากงานที่ตัวเองทำอยู่ ทำให้บางครั้งไม่สามารถติดตามจากทีวีได้ตลอดเวลา ก็ต้องอาศัยอ่านจากตรงนี้ล่ะครับ ขอบคุณมากครับ (วันนี้พริ้นต์ออกมาเผื่อแม่บ้านด้วย เพราะเค้าไปสุพรรณกลับมาดูทีวีไม่ทัน)

สมชาติ

Anonymous said...

สนุกมากค่ะ ไม่ต้องซื้อเรื่องย่อมาอ่านให้เสียเงินด้วย..555 รอตอนที่75อยู่นะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

Anonymous said...

ขอบคุณมากค่ะ รอตอนที่75 อยู่นะค่ะ
สนุกมากเลยค่ะ

 

Recommended Product

  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads

My Blog List

Read Lakorn Copyright © 2009 Shopping Bag is Designed by Ipietoon Sponsored by Online Business Journal