Friday, March 13, 2009

ลีซาน - เรื่องย่อละครตามบทโทรทัศน์ - ลีซาน (37)-(40)

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 37

องค์ชายลีซานเสด็จไปเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจ
และได้พบกับพระมเหสีจองซุน "พระมเหสีทรงมาทำอะไรที่นี่" "ข้าจะทำอะไรได้"
"หม่อมฉันกำลังถามว่าพระมเหสี ทรงมาทำอะไรที่นี่กันแน่" "
คำถามนี้น่าแปลกไปหรือเปล่า มาตำหนักใหญ่ทั้งที จะทำอะไรได้
นอกจากมาเฝ้าฝ่าบาทเท่านั้น แสดงว่าองค์ชาย ก็จะมาเข้าเฝ้าเหมือนกัน แต่วันนี้
ขอบอกให้กลับก่อนดีกว่า เพราะฝ่าบาทไม่สู้สบายพระทัยนัก ไม่โปรดให้ใครเข้าเฝ้า
วันหลังค่อยมาใหม่เถอะนะ" "ขอทรงอภัย นี่ไม่ใช่เรื่องที่พระมเหสีจะมายุ่งเกี่ยว"
"อะไรนะ" " ทรงลืมรับสั่งของฝ่าบาทแล้วหรือ คนเราทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลที่ตามมา
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย พระมเหสีเชิญกลับไปซะ ไม่จำเป็นอย่าเสด็จมาตำหนักใหญ่อีก
ถ้าให้หม่อมฉันพบเห็นอีกครั้ง


หม่อมฉันคงจะไม่อยู่เฉยเป็นแน่ ทูลฝ่าบาทว่าข้ามาขอเฝ้า"
มหาดเล็กทูลให้แต่พระเจ้ายองโจตรัสว่าไม่อยากพบใคร " ได้ยินแล้วใช่ไหม
เมื่อกี้ข้าเตือนแล้วก็ไม่ฟัง วันนี้ไม่โปรดให้เข้าเฝ้าก็อย่าฝืนเลย
ฝ่าบาทไม่ได้ทรงประชวรหรอก ข้อนี้ขอให้หายห่วงได้ กลับไปรอที่ตำหนักก่อน
มีข่าวแล้วจะแจ้งไป อย่าห่วงเลย รับรองว่าฝ่าบาทไม่ทรงหนีหน้าองค์ชายทั้งชาติหรอก"
พระมเหสีจองซุนตรัส องค์ชายลีซานเสด็จกลับไปด้วยความหงุดหงิด
และข่าวพระมเหสีจองซุนเสด็จไปตำหนักใหญ่ก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนอย่างมาก ฮงกุกยองทูลองค์ชายลีซานกับทุกคนว่า
"เรื่องที่เกิดเป็นแผนชั่วของพวกเขาแน่พ่ะย่ะค่ะ คงมีการทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้ฝ่าบาททรงเกิดความสับสน" แช จีคยอมว่าต่อ "ถึงอย่างงั้น
หม่อมฉันก็รู้สึกแปลกใจอยู่ดี คิมคีจูกับพระมเหสี เป็นคนแบบไหน ฝ่าบาทก็ทรงทราบอยู่
ต่อให้มีแผนชั่วยังไง ฝ่าบาทก็ไม่น่าจะทรงเห็นดีด้วย" "แต่ข้าว่า
อาจทรงรู้เห็นมาแต่แรกก็เป็นได้" "หมายความว่าไง" องค์ชายลีซานถาม "
ความหมายนั้นง่ายมาก ความผิดของพระมเหสีและคิมคีจู ต่อให้ประหารก็ยังไม่สาสมด้วยซ้ำ
แต่นี่ฝ่าบาทกลับทรงละเว้นโทษตาย หนำซ้ำไม่ทันไรยังให้กลับมาเมืองหลวงอีก
แสดงว่าทรงคิดไว้อยู่แล้ว หาไม่ละก้อ" "อย่าพูดเหลวไหล เป็นไปไม่ได้หรอก"
"แต่ว่าองค์ชาย" " มีสิ ต้องมีสาเหตุแน่ มันต้องมีอะไรบางอย่าง
ฝ่าบาทไม่เคยทรงทำอะไรผิดพลาด ไม่เคยมีพระวินิจฉัยที่บกพร่อง ถ้ามีก็จะทรงมีเหตุผล
ว่าทำเพราะอะไร จะทรงชี้แจงให้ข้ายอมรับในสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัย"
เวลานั้นพระเจ้ายองโจทรงคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์
และคำพูดของพระมเหสีจองซุนที่ว่า "เรื่องที่หมอหลวงไม่กล้าพูด
หม่อมฉันจะมาทูลให้ทรงทราบว่า ฝ่าบาททรงเป็นอะไร เช่นนี้แล้ว
ยังจะทรงขับไล่หม่อมฉันอีกหรือเพคะ" " หากว่านี่เป็น
แผนชั่วที่จะมาเล่นตลกกับข้าอีก ข้าจะสั่งปลดเจ้าออกจากตำแหน่งพระมเหสีเดี๋ยวนี้
โทษฐานขัดคำสั่งข้า จงรีบพูดมาเร็วๆ เจ้าบอกว่ารู้ว่าข้าเป็นโรคอะไร
และจะให้คำตอบไงล่ะ แสดงว่าเจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงอีกใช่ไหม" "ใช่แล้วเพคะ
อาการที่ฝ่าบาททรงเป็น ก็คือโรคที่ทรงคิดไว้แต่แรกอยู่แล้ว ฝ่าบาททรงเป็นโรค
ความจำเสื่อมไม่ผิดหรอกเพคะ" "หา เรื่องนี้ เจ้ารู้ได้ยังไง บอกมาเร็วเข้า
ข้าถามว่าทำไมเจ้าถึงรู้ว่าข้าเป็นโรคนี้" " ฝ่าบาทเคยเสด็จไปหาหม่อมฉัน ที่สำคัญ
ยังเสด็จไปตำหนักของหม่อมฉันหลายครั้งด้วย ทรงจำได้ไหมเพคะ
แล้วหม่อมฉันรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ทรงเข้าพระทัยหรือยัง แต่พอคล้อยหลังไม่นาน
ฝ่าบาทก็ทรงลืมโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หม่อมฉันเป็นห่วงและไม่อาจอยู่เฉยได้
ต้องรีบมาทูลให้ทรงทราบโดยเร็ว หม่อมฉัน เป็นห่วงพระอาการของฝ่าบาท
จึงให้หมอหลวงมาพบและได้รู้ที่มาของโรคนี้ ฝ่าบาทเพคะ
หมอบอกว่าโรคแบบนี้สามารถเกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่ายากดีมีจน พระราชาหรือยาจก
ใครก็มีสิทธิ์เป็นโรคความจำเสื่อมได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพคะ แต่การให้คนอื่นพบเห็น
ว่าทรงหลงๆ ลืมๆ ได้หน้าลืมหลัง นั่นจะเป็นสิ่งน่าอายมากกว่า ฮือ ฝ่าบาทเพคะ
แล้วใครจะดูแลพระองค์ได้ ใครจะไม่รังเกียจโรคนี้ คอยเยียวยาให้ดีขึ้นได้เพคะ
หรือจะให้คนรอบข้างเห็นความเสื่อมโทรมของพระวรกายได้หรือเพคะ ฮือๆๆ หม่อมฉัน
ยังไงก็เป็นมเหสีของพระองค์ ถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่ให้ใครมาแตะต้องฝ่าบาทอีก
หม่อมฉันจะถวายการดูแลเองเพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของหม่อมฉันอยู่แล้ว
และเป็นการถวายความภักดีด้วย ฮือๆๆ ไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉัน
จะรักษาจนกว่าจะทรงหายดี พอรู้ว่าทรงเป็นโรคนี้ หม่อมฉันก็ศึกษามาหลายตำรา
เพื่อหวังให้ฝ่าบาททรงดีขึ้น หม่อมฉันเชื่อว่าตัวเองมีวิธีรักษา
ขอแต่ให้ฝ่าบาททรงเชื่อหม่อมฉันด้วยเถอะเพคะ ฮือๆๆ" "มิน่าล่ะ
เรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ เพราะข้าหลงๆ ลืมๆ เลยไม่รู้ว่าทำอะไรไป
บางอย่างก็ช่างไม่มีเหตุผลนัก เพราะเป็นโรคความจำเสื่อม ข้าถึงอภัยโทษให้คิมคีจู
และเจ้าก็เป็นคนสั่งให้ข้าทำใช่ไหม" "เอ่อ ฝ่าบาท ทำไมรับสั่งอย่างงั้นล่ะเพคะ
ที่มีรับสั่งให้พี่ชายหม่อมฉันกลับมา หม่อมฉันไม่รู้อะไรด้วยเลย
ฝ่าบาทอาจจะไม่ทรงเชื่อ แต่หม่อมฉัน ตกใจมากที่รู้ว่ามีรับสั่งเช่นนี้
ทีแรกว่าจะให้ทรงถอนรับสั่งด้วยซ้ำ แต่ว่า หม่อมฉันไม่กล้ามาทูลกับฝ่าบาท
เพราะกลัวว่า พระโรคของฝ่าบาทจะถูกเปิดเผย แม้จะรู้ว่าถูกหลายฝ่ายมองในแง่ร้าย
แต่หม่อมฉันก็ไม่อาจอธิบายกับใครได้เพคะ ฮือ แต่เรื่องพวกนี้
หม่อมฉันไม่สนใจหรอกเพคะ ต่อให้หม่อมฉัน ถูกประนามยิ่งกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า
หม่อมฉันก็จะไม่บอกเรื่องของฝ่าบาทให้ใครรู้เลยเพคะ" "แต่นี่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
ในเมื่อโรคของข้ามาถึงขนาดนี้ ก็ควรประกาศให้ทุกคนรู้เพื่อจะได้ช่วยกันแก้" " หา
เอ่อ จะทรงประกาศหรือเพคะ ไม่ได้นะเพคะฝ่าบาท หากทรงทำแบบนี้
ราชสำนักจะวุ่นวายแค่ไหนก็ทรงทราบดี และถ้าให้ราษฎรรู้เข้า
บ้านเมืองก็จะปั่นป่วนอีก ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนแค่ไหน
ฝ่าบาทก็ทรงทราบดีไม่ใช่หรือเพคะ รอให้ทรงหายดีก่อน ค่อยประกาศก็ยังไม่สายนะเพคะ"
"แต่โรคแบบนี้ไม่มีทางรักษาได้ง่ายๆ" " ไม่หรอกเพคะ หม่อมฉันรู้จักโรคนี้ดีกว่าใคร
รับรองว่าไม่นาน,ฝ่าบาทต้องทรงหายดีแน่ หม่อมฉัน จะเป็นคนถวายการรักษาเองเพคะ ฮือ
แต่ช่วงนี้ อาจต้องทรงลำบากซักนิด
ต้องทรงอดทนเพื่อเห็นแก่บ้านเมืองและราชสำนักด้วยเพคะ ฮือ
หม่อมฉันไม่ได้ขอให้ทรงอภัยโทษ หม่อมฉัน ไม่กล้าหวังสูงถึงขนาดนั้นหรอกเพคะ ฮือ
รอให้ทรงหายดีเมื่อไหร่ ทุกอย่างจะเป็นไปตามพระประสงค์เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น
โปรดทรง อนุญาตให้หม่อมฉันได้อยู่เคียงข้างฝ่าบาท ฮือ
ถือเป็นการไถ่บาปที่ได้สร้างกรรมไว้นักหนา นับแต่นี้ ฮือ
ให้หม่อมฉันถวายการดูแลเพียงผู้เดียวเถอะเพคะ ฮือๆๆ ฮือๆๆ ฮือๆๆ"
พระเจ้ายองโจทรงคิดหนักจนรู้สึกปวดพระเศียร คิม
ซังกุงนำของเยี่ยมของพระชายาโยอึยมามอบให้ซองซงยอน
และสั่งว่าถ้าซาบซึ้งในน้ำพระทัยก็อย่าทำให้พระนางไม่สบายพระทัย
และห้ามยุ่งเรื่องในวังอีก พระเจ้ายองโจทรงเรียกหมอหลวงมาถามอาการและวิธีรักษา
เพื่อให้พระองค์ได้สะสางงานให้เสร็จก่อนที่จะควบคุมโรคไม่ได้
องค์ชายลีซานเสด็จมาเฝ้าพระเจ้ายองโจ ทรงทักพระราชนัดดาว่า "
ทำไมหน้าตาดูเคร่งเครียด เมื่อคืนไม่ได้พักผ่อนจนพอหรอกหรือ มันก็ไม่แปลกหรอกนะ
คิมคีจูกลับมา ส่วนพระมเหสีก็ได้เข้าออกตำหนักใหญ่อีก เป็นใครก็คงรู้สึกไม่สบายใจ"
"ฝ่าบาท ทำไมถึงทรงมีพระบัญชาอย่างงั้น ทำไมต้องอภัยโทษให้คิมคีจู
รวมถึงพระมเหสีด้วยพ่ะย่ะค่ะ" "นั่นสิ ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะสงสัย
แต่ตอนนี้ข้ายังไม่สามารถ จะให้คำตอบแก่เจ้าได้" "ฝ่าบาท" "
ข้าตามเจ้ามาเพื่อจะพูดเรื่องที่ให้คำตอบไม่ได้ และข้าก็จนปัญญาที่จะอธิบาย
นอกจากขอเวลาจากเจ้าหน่อย แต่เจ้าคงไม่ต้องรอนานนัก ข้าจะดูไปอีกซักพัก
ถ้ายังหาทางออกไม่ได้จริงๆ ละก้อ ถึงตอนนั้น ข้าจะบอกความจริงให้เจ้ารู้
เพราะฉะนั้น เจ้าให้เวลาข้าหน่อยเถอะนะ" "ฝ่าบาท ยังไงหม่อมฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
เพราะอะไร ยังต้องรอดูอะไรอีก ฝ่าบาท" องค์ชายลีซานกลับมาก็รู้สึกยิ่งแปลกพระทัย
ทุกคนรีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเจ้ายองโจกันแน่ "เปล่าเลย
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และฝ่าบาทก็ไม่ได้รับสั่งอะไร นอกจากให้ข้ารอไปอีกซักพัก"
"ให้ทรงรอหรือพ่ะย่ะค่ะ รออะไรกัน" " ข้าก็ไม่เข้าใจข้อนี้เหมือนกัน
พยายามจะทูลถามแล้ว แต่ฝ่าบาททรงมีอาการเหนื่อยล้า และสับสนอย่างเห็นได้ชัด
ต้องมีอะไรบางอย่างแน่ ตั้งแต่เกิดมา ข้าไม่เคยเห็นพระองค์เป็นแบบนี้ ท่านฮง"
"พ่ะย่ะค่ะ" "มีเรื่องหนึ่งอยากให้ช่วยหน่อย" "พ่ะย่ะค่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไร
เชิญรับสั่งมาได้" พระ เจ้ายองโจทรงรับสั่งให้เจ้ากรมวังคอยจับตาดูพระองค์ทุกฝีก้าว
พระมเหสีจองซุนทรงทราบก็รับสั่งให้คิมคีจูไปดึงเจ้ากรมวังมาเป็นพวกให้ได้
และรับสั่งถามต่อว่า "งานที่ข้าเคยสั่งไว้ เกี่ยวกับองค์หญิงวาวานไปถึงไหนแล้ว" "
เรื่องนี้ทรงวางพระทัยได้ ทุกวันนี้ที่บ้านหม่อมฉัน มีขุนนางแห่มาประจบสอพลอ
จนแทบรับแขกไม่ทัน ทำให้องค์หญิงและชองโฮคยอม กลายเป็นถูกโดดเดี่ยวในพริบตา
แล้วต่อไป เราจะทำไงดี หรือจะให้หม่อมฉันสั่งไพร่พลที่เราฝึกซ้อมไว้
แอบจัดการพวกเขาเงียบๆ" "ไม่ต้อง ตอนนี้เราต้องรอบคอบไว้ก่อน
อย่าเพิ่งทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไป" "ไม่อย่างงั้น จะทรงปล่อยพวกเขาไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ" "
ท่านรู้จักการลงโทษที่ทรมานยิ่งกว่าตายหรือเปล่า ตอนข้าสูญเสียทุกอย่าง
ถูกกักอยู่ในตำหนักถึงรู้ซึ้งว่านั่นคืออะไร
ความเจ็บปวดที่ได้รับจากองค์หญิงและชองโฮคยอม ข้าจะให้ใช้คืนเป็นสองเท่า" องค์
หญิงวาวานเรียกบรรดาขุนนางคนสนิทมาพบ
ขณะที่องค์หญิงวาวานเดินผ่านห้องพักของปาร์กโชอิลนั่นเอง
องค์หญิงวาวานก็ตะลึงงันเมื่อพบเห็นพระมเหสีจองซุนประทับอยู่ในห้องพักของปา
ร์กโชอิล "เข้ามาก่อนสิองค์หญิง น่าเสียใจที่ได้พบเจ้าที่นี่อีกครั้ง
ข้าเคยบอกให้อยู่ในตำหนักเงียบๆ ไม่ใช่หรือ แสดงว่า
เห็นคำพูดข้าไม่มีความหมายล่ะสิ" พระมเหสีจองซุนทรงทัก "เอ่อ นี่ จะทำอะไรข้า"
ชองโฮคยอมรีบปราม "พวกเจ้าบังอาจนัก" พระมเหสีจองซุนรับสั่งต่อว่า
"เชิญองค์หญิงออกไปข้างนอกซะ" "ปล่อยนะ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้" "พระมารดาๆ"
"จะพาข้าไปไหน กล้าดียังไงน่ะ ปล่อยซี่ ข้าบอกให้ปล่อยไง"
พระมเหสีจองซุนทรงยื่นคำขาด "ชองโฮคยอม ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปละก้อ
อย่าไปยุ่งกับนาง" เหล่าขุนนางที่อยู่ ณ ที่นั่น ต่างร้องขอ
และว่าที่ทำไปก็เพราะทำตามรับสั่งขององค์หญิงวาวาน
และไม่กล้าแปรพักตร์ต่อพระมเหสีจองซุน จากนั้นพระมเหสีจองซุนก็พบกับองค์หญิงวาวาน
"มีอะไรน่ากลัวนักหนา หรือว่า เจ้ากลัวข้าจะสั่งพวกเขา
ให้เอาชีวิตองค์หญิงซะเดี๋ยวนี้หรือไง" องค์หญิงวาวานหอบ " อย่ากังวลนักเลย
เมื่อกี้ข้าเพิ่งจะ อภัยให้พวกที่เคยหักหลัง เสร็จแล้วก็มาพบเจ้าที่นี่ เพราะยังไง
ข้าก็เป็นถึงมเหสี จะให้ออกคำสั่งฆ่าเจ้าก็กระไรอยู่ แต่ว่า
ถ้าต้องการให้ละเว้นชีวิตละก้อ ขึ้นอยู่กับการสำนึกผิดของเจ้าเอง ลองใช้สมองคิดดู
ว่าจะใช้ วิธีไหนทำให้ข้ายกโทษให้เจ้าได้" องค์หญิงวาวานหอบคุกเข่า "ทรงอภัย
ให้หม่อมฉัน ซักครั้ง ได้โปรด ไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย" ซอง
ซงยอนได้กลับมาทำงานที่ศูนย์ศิลปะ ทุกคนกล่าวต้อนรับเธอด้วยความยินดียิ่ง
ที่เธอหายเจ็บป่วยแล้ว
ปาร์คยองมุนสั่งให้ซองซงยอนกับช่างเขียนตั๊กหาแผ่นที่แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้า ยองโจ
เพราะพระเจ้ายองโจทรงทบทวนความจำเรื่อง เขต หมู่บ้าน ภูเขาและแม่น้ำ
องค์ชายลีซานมาหาหมอหลวง ทำให้ทราบว่าไปเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจที่ห้องบรรทม
ซองซงยอนออกมาก็พบกับองค์ชายลีซาน "เอ่อ หึ องค์ชาย" "ทำไมเจ้าแต่งตัวแบบนี้
นี่แสดงว่า กลับไปทำงานอีกครั้งแล้วหรือ" "ใช่แล้วเพคะ
ใต้เท้าปาร์คยอมให้หม่อมฉันกลับไปทำงานใหม่" "แต่เจ้ายังไม่หาย จะรีบทำงานทำไม
เดี๋ยวร่างกายก็รับไม่ไหวหรอก" "ไม่เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันหายเป็นปกติแล้ว
อย่างวันนี้ ยังมาทำงานในวังได้เลย" "ซงยอน" "หึ ต่อไป
จะไม่ให้องค์ชายได้เห็นหม่อมฉันล้มป่วยอีก ฉะนั้น
องค์ชายก็ไม่ต้องทรงห่วงหม่อมฉันอีกนะเพคะ หึๆ" " เอาเถอะ
ข้าจะเชื่อว่านับแต่นี้เจ้าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้น เจ้าก็ต้องรักษาสัญญา อย่าให้ข้า
เห็นเจ้าตกระกำลำบาก หรือไม่สบายอีกล่ะรู้มั้ย" "เอ่อ องค์ชาย" "หึ นี่ก็ดึกมากแล้ว
รีบกลับไปเถอะ" "หึ ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะรีบกลับเดี๋ยวนี้" "ได้
วันหลังค่อยพบกัน" ฮงกุก ยองให้พวกเทซูสืบความเป็นไปของพระมเหสีจองซุน
ทราบว่ามีรับสั่งให้หมอชาวบ้านคนหนึ่งมาพบ
ทั้งยังบอกเรื่องที่พระเจ้ายองโจทรงให้คนคอยจดบันทึกความเคลื่อนไหวของ
พระองค์อย่างละเอียด ฮงกุกยองจึงไปทูลให้องค์ชายลีซานรับทราบ "นี่เป็นความจริงหรือ"
"จริงพ่ะย่ะค่ะ" " แบบนี้ไม่เหมือนพระวิสัยของฝ่าบาท เพราะไม่โปรดความหยุมหยิม
จึงไม่ชอบให้ใครคอยเฝ้า แต่นี่กลับให้กรมวัง
จดเรื่องราวตั้งแต่ตื่นบรรทมจนถึงค่ำคืนเชียวหรือ" "ยังมีเรื่องน่าแปลกกว่านี้อีก
พระมเหสีให้หมอชาวบ้านไปเฝ้าที่ตำหนัก ข้อนี้ก็น่าสงสัยเหมือนกัน"
"แสดงว่าพระอนามัยของฝ่าบาทต้องมีปัญหาแน่" "หา" " เมื่อคืนข้ารู้ว่าหมอหลวง
ไปถวายการรักษาฝ่าบาทโดยไม่มีผู้ติดตามจึงให้เขามาพบ แต่หมอหลวงบอกว่า
นั่นเป็นรับสั่งของฝ่าบาท หมอชาวบ้านแอบเข้าวังเงียบๆ หมอหลวงรักษาฝ่าบาทโดยลำพัง
แสดงว่าคงมีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากตรงไหนแน่
และถ้าฝ่าบาทประชวรจริง ทำไมต้องมีการปกปิดถึงขนาดนี้"
คิมคีจูพาลูกน้องมาทำร้ายฮงกุกยองที่เคย ทำกับเขาไว้
เทซูเห็นก็จะไปเอาเรื่องแต่ฮงกุกยองห้ามไว้
และถามว่าเรื่องที่ให้ไปสืบได้ความว่ายังไง "เหมือนที่ท่านคิดไว้ไม่ผิด น่ะครับ
ข้าเฝ้าอยู่หน้าบ้านกรมวังคนนั้น เห็นพ่อบ้านของคิมคีจูเข้าๆ ออกๆ เป็นประจำ
ใต้เท้า ทุกวันนี้ ข้ายิ่งงงกับสถานการณ์ที่เกิด ฝ่าบาททรงเป็นอะไรกันแน่ เอ่อ
หลายวันก่อน ซงยอนก็ไปตำหนักใหญ่ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้นางดูแผนที่
และพระองค์ก็ทรงท่องเพื่อให้นางดูว่าถูกหรือผิด" "อะไรนะ
เจ้าบอกว่าฝ่าบาททรงท่องแผนที่ จริงหรือนี่" " จริงสิครับใต้เท้า มีอย่างที่ไหน
ให้คิมคีจูกลับมา ปล่อยให้องค์ชายเผชิญกับความเสี่ยงอีกครั้ง
ในขณะที่ฝ่าบาทกลับไปท่องแผนที่ นี่มันแก่จนเลอะหรือเปล่า ไม่งั้นทำไมทำแบบนี้ หา
ข้ายิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะบ้า" องค์ชายลีซานกำลังประชุมอยู่ พระเจ้ายองโจเสด็จมา
"ทุกคนทำอะไรกันอยู่ ทำไมมีการประชุมแล้วไม่บอกข้าล่ะ" แชจีคยอมอึกอัก "เอ่อ"
"ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ การประชุมนี้ ฝ่าบาทเคยรับสั่งให้หม่อมฉันเป็นผู้แทน
ตัดสินใจเรื่องราวทุกอย่างได้" "ข้าไม่อยากฟัง
เจ้าจะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตัวเองล่ะสิ" "ฝ่าบาท" "ข้ารู้ข่าวมานานแล้ว
พวกเจ้ากำลังรวมหัวเพื่อทำอะไรบางอย่าง โดยมีเจ้าเป็นคนนำ จึงกีดกันข้าออกไป
เพื่อจะได้ประชุมกันเองใช่ไหม" "ฝ่าบาท ทำไมรับสั่งอย่างงั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ" "
ไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ จะซ่อมแซมอุทยานยองโวใหม่หรือ
เจ้ากล้าบูรณะสุสานให้นักโทษได้ยังไง องค์ชายซาโตก็คือนักโทษ
ข้าไม่สั่งให้ทำลายสุสานของเขาก็ถือว่าบุญโขแล้ว เข้าใจมั้ย
แล้วเจ้ายังกล้าคิดจะบูรณะใหม่อีกหรือ" "ฝ่าบาท โปรดอย่าเพิ่งทรงกริ้ว
หม่อมฉันเพียงแต่ คิดบูรณะสุสานของเสด็จพ่อซึ่งเสื่อมโทรมมานานก็เท่านั้น"
"เสด็จพ่ออะไรกัน ใครเป็นพ่อของเจ้า" "ฝ่าบาท" องค์ชายลีซานอึ้งไป " ข้าให้เจ้า
ไปเป็นลูกของลูกชายคนโตคือองค์ชาย “โยจาง” ตั้งนานแล้ว เรื่องนี้เจ้าก็รู้อยู่
ฉะนั้นเจ้าไม่ใช่ลูกองค์ชายซาโต แต่เป็นลูกขององค์ชายโยจางต่างหาก
ลูกของนักโทษก็คือนักโทษ ถ้าเจ้ายังนับถือองค์ชายซาโตเป็นพ่ออีก
ไม่เพียงแต่ห้ามเป็นหลานข้า และยังครองราชย์ไม่ได้ด้วย บอกมาเดี๋ยวนี้
พ่อของเจ้าเป็นใคร เจ้าเป็นลูกใครกันแน่" องค์ชายลีซานทรงอึ้งหนัก "ฝ่าบาท"
"ทำไมไม่ตอบข้าล่ะ ข้าถามว่าเจ้าเป็นลูกใคร"

จบ 37


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 38

" เอ่อ หม่อมฉัน เป็นลูกขององค์ชายโยจาง
เคยผ่านพิธีรับลูกบุญธรรมอย่างถูกต้องในปี "ขับซิน" และเสด็จพ่อของหม่อมฉัน
ตามหลักก็คือองค์ชายโยจาง แต่ว่า แต่ว่าฝ่าบาท คนที่ให้หม่อมฉันถือกำเนิดมา
มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดจริงๆ คือองค์ชายซาโตต่างหาก" "นี่คือคำพูด
จากใจจริงใช่ไหม รู้มั้ยสิ่งที่พูดมา มันจะสื่อความหมายถึงอะไรบ้าง" "ฝ่าบาท"
"ออกไปเดี๋ยวนี้ ลูกของนักโทษไม่มีสิทธิ์อยู่ในท้องพระโรง
จะไปไหนก็ไปซะ,อย่ามาให้เห็นหน้าอีก"
องค์ชายลีซานทรงตกพระทัยไม่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ฮงกุกยองบอกเรื่องที่เขาสืบมากับองค์ชายลีซาน "ท่านพูดอะไรออกมาน่ะ ไหนพูดอีกทีซิ"
" หม่อมฉัน รู้ดีว่าองค์ชายต้องทรงตกพระทัยอย่างมาก แต่ว่า
เท่าที่หม่อมฉันวิเคราะห์ ฝ่าบาททรงเป็นโรคความจำเสื่อมไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ
ก่อนหน้านี้ องค์ชายก็เคยรับสั่ง ว่าพระอนามัยของฝ่าบาทเหมือนมีปัญหา
แต่ไม่เข้าพระทัยว่าทำไมต้องปิดบัง และนี่ก็คือ
สาเหตุความแปรปรวนที่ฝ่าบาทไม่ประสงค์จะให้คนนอกได้รู้" "หึ ถึงงั้นก็เถอะ
เราก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นโรคนี้อยู่ดี" "หลายวันก่อน ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ซงยอน
นำแผนที่ไปเข้าเฝ้า ทรงทราบมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" องค์ชายลีซานแปลกพระทัย "แผนที่หรือ" "
พ่ะย่ะค่ะ เทซูบอกว่า ตอนนั้นฝ่าบาท ทรงตั้งพระทัยในการท่องแผนที่ให้ซงยอนได้ฟัง
และไม่เพียงแค่นี้ ยังมีกรมวังอยู่ข้างๆ คอยจดพฤติกรรมทุกฝีก้าว
นั่นเพราะอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ แสดงว่า
เพื่อจะดูว่าความจำที่เสื่อมถอยไปถึงขั้นไหนแล้ว" "เฮ่อ ไม่น่าเป็นไปได้
ปกติฝ่าบาททรงมีความจำเป็นเลิศ จะเป็นโรคที่น่ากลัวแบบนี้ได้ยังไง" "
หม่อมฉันเข้าใจดีว่าองค์ชายก็ไม่อยากทรงเชื่อเรื่องนี้
แต่ยังไงฝ่าบาทก็ทรงมีพระชันษามากแล้ว ฉะนั้น ตอนนี้ที่เร่งด่วนที่สุด
คือหาทางพิสูจน์เรื่องนี้ว่าเป็นความจริงหรือไม่" องค์ชายลีซานเศร้าโศก
เสียใจยิ่งนักที่จู่ๆ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับพระเจ้ายองโจ
ทันใดนั้นเอง องค์ชายลีซานก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
เมื่อองค์ชายลีซานนึกได้เช่นนั้นก็รีบไปค้นหาภาพวาดที่องค์รัชทายาทซาโต
มอบให้ตนเมื่อยังเยาว์
นัมซาโชบอกองค์ชายลีซานว่าบางทีซองซงยอนอาจพบปริศนาซึ่งซ่อนอยู่ในภาพวาดก็เป็นได้
ฮงกุก ยองต้องการตรวจสอบพระโอสถที่นำทูลถวายพระเจ้ายองโจว่า
เป็นสาเหตุให้พระเจ้ายองโจทรงประชวรด้วยโรคซึมเศร้าหรือไม่
โดยให้ดัลโฮเสี่ยงตายลอบเข้าไปในสำนักหมอหลวง
พระมเหสีจองซุนพยายามเป่าหูพระเจ้ายองโจ ทรงให้ราชเลขามาเฝ้าแล้วประกาศว่า "วันนี้
ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศให้ทุกคนรู้ องค์ชายจงฟังด้วย" "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" "
เมื่อวานในระหว่างที่ประชุม เจ้าปกป้องนักโทษคือองค์ชายซาโต แถมยังขัดคำสั่งข้าอีก
และเจ้าก็บอกว่าตัวเอง เป็นลูกของนักโทษคนนั้นอย่างเต็มปากเต็มคำ
ถือเป็นความผิดมหันต์ที่ขัดต่อตำแหน่งรัชทายาทอย่างมาก ฉะนั้น
วันนี้ข้าจึงเรียกประชุม เพื่อพิจารณาความผิดของเจ้า ราชเลขาอ่านได้แล้ว" "
พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เนื่องจากวันที่ 10 เดือน 2 ปี "พยองซิน"
องค์ชายลีซานแสดงการปกป้องอดีตรัชทายาท ซ้ำยังตรัสว่าเป็นบุตรของนักโทษ
จนเป็นที่เสื่อมเสียแก่ตำแหน่งรัชทายาทและเกียรติของบ้านเมืองนัก อนึ่ง
ตำแหน่งรัชทายาทนั้น,คือผู้ที่จะสืบต่อบัลลังก์จากข้าในอนาคต
แล้วจะให้บุตรของนักโทษ รับตำแหน่งอันสูงส่งได้ยังไง ข้าจึงตัดสินใจ กำหนดให้วันที่
11 เดือนนี้ ตั้งคำถามอีกครั้ง ว่าองค์ชายลีซานทรงเป็นโอรสของใครกันแน่
หากว่าถึงตอนนั้นองค์ชาย ยังทรงยืนกรานว่าเป็นบุตรนักโทษเหมือนเดิมอีก
เห็นทีว่าข้าคงต้องปลดเขาออกจากตำแหน่ง ไม่ให้เป็นรัชทายาทอีกต่อไป"
หลายฝ่ายรู้เรื่องต่างตกใจ ขณะที่ซองซงยอนก็ถามปาร์คยองมุนถึงเรื่องการอ่านภาพเขียน
"การอ่านภาพเขียนหรือ" "ใช่ค่ะไต้เท้า ภาพเขียนนอกจากมีไว้ดู ยังมีไว้เพื่อศึกษา
เห็นว่ามีวิธีหลายอย่างที่จะอ่านได้น่ะค่ะ" " ใช่
อย่างเมื่อก่อนที่เจ้าเขียนฉากบังลม ก็คือการสื่อความหมายอย่างหนึ่ง
หากเขียนเป็นรูปทับทิมหรือองุ่น ก็หมายถึงการมีลูกดก นี่คือการตีความ แต่วิธีนี้
อยู่ที่ความคิดของคน เรียกว่าต่างคนก็ต่างมุมมอง เลยไม่มีหลักการที่แน่นอน
หรือหนังสือที่สอนเฉพาะทางนี้โดยตรง" ใต้เท้าคังถามว่า "แล้วทำไมอยู่ดีๆ
มาถามเรื่องนี้ล่ะ" "อ้อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะใต้เท้า" พอ
ออกมาซองซงยอนก็รู้จากพวกช่างเขียนตั๊กและลีชองถึงเรื่ององค์ชายลีซานจะถูก
ปลดจากตำแหน่งรัชทายาท นางจึงรีบหาข้อมูลของภาพเขียน ช่างเขียนตั๊กกับลีชองเห็น
ซองซงยอนจึงบอกให้ช่วยดูรูปนี้หน่อย "เท่าที่ดู น่าจะเขียนด้วยกระดาษ "คานจี"
ท่านว่าจริงมั้ยคะ" "อึม ใช่ เป็นกระดาษคานจีจริงๆ" "แต่ว่า
ทำไมมันหนาขนาดนี้ล่ะคะ" "นั่นสิ จริงด้วยแฮะ หนาผิดปกติ ทำไมเป็นอย่างงั้น
หรือว่าผ้าต่วนที่เป็นแผ่นรองไม่ใช่ธรรมดา" ช่าง เขียนตั๊กว่าขึ้น "พูดอะไรโง่ๆ
เป็นช่างเขียนมาหลายปียังไม่รู้อะไรอีก จับปุ๊บก็รู้ว่าเป็นผ้าต่วนเนื้อดี
เทียบกับผ้าธรรมดาอาจจะหนาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้ามีปัญหาคือคุณภาพของกระดาษ
ไม่เกี่ยวกับผ้าหรอก" "แล้วทำไม เรื่องแค่นี้ใครๆ ก็รู้ ทำไมต้องมาว่าข้าด้วย"
"ก็ท่านโง่นี่นา เฮ่ย ซงยอน อ้า ข้าขอตัวก่อน ตามสบายนะ" "อ้าว
เดี๋ยวซี่ช่างเขียนตั๊ก ไม่รอข้าด้วยหรือ เอ่อ ซงยอน ข้าก็ต้องกลับเหมือนกัน
ช่วยไม่ได้ล่ะนะ" "ค่อยๆ เดินนะคะ" แล้วซองซงยอนก็พบว่าภาพผืนนี้แกะออกได้
นางรีบไปเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจ อ้างว่าพระเจ้ายองโจทรงให้นำภาพมาให้ "ข้าบอกให้เจ้า
เอาภาพเขียนมาให้จริงหรือ" "เอ่อ คือ ฝ่าบาท ทรงอภัยด้วยเพคะ" " เมื่อไหร่กัน"
พระเจ้ายองโจตรัสถาม "หมู่นี้ข้าไม่ค่อยสบาย มักจะลืมโน่นลืมนี่บ่อยๆ
บางทีนอนตื่นมา เรื่องเมื่อวานก็ลืมไปซะแล้ว
แสดงว่าเมื่อวานข้าบอกให้เจ้าเอารูปมาใช่ไหม" "เอ่อ หึ คือ ไม่ใช่เพคะ หม่อม
หม่อมฉันต้องขออภัยอย่างยิ่ง คือ ที่หม่อมฉันทูลนั้น เป็น ความเท็จเพคะ" "อะไรนะ"
"นั่นเพราะว่า มีจดหมายสำคัญต้องรีบมาถวาย ก็เลย แม้จะรู้ว่ามีโทษหนัก
หม่อมฉันก็จำเป็นต้องเสี่ยงซักครั้งเพคะ" "เจ้าบอกว่ามีจดหมายสำคัญ
แล้วมันสำคัญยังไง ถึงให้เจ้ากล้าแลกด้วยชีวิตน่ะ" ซองซงยอนถวายจดหมาย "นี่คืออะไร"
"เอ่อ นั่นก็คือ จดหมายของอดีตรัชทายาทซาโต ที่ ทรงเขียนถึงฝ่าบาท
หวังจะให้ทอดพระเนตร ก่อนจะสิ้นพระชนม์เพคะ หึ" "อะไรนะ จดหมายขององค์ชายซาโตหรือ
เจ้าเอาอะไรมาพูด ทำไมถึงได้" " ฝ่าบาทเพคะ เอ่อ เมื่อ 14 ปีก่อน
องค์ชายลีซานยังทรงพระเยาว์ ได้หนีออกจากวัง เพื่อไปถวายภาพเขียนต่อฝ่าบาท
เรื่องนี้ ทรงจำได้ไหมเพคะ ตอนนั้นองค์ชายลีซาน ทรงทำตามรับสั่งของอดีตรัชทายาท
ยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อจะถวายภาพเขียนต่อฝ่าบาท และสาเหตุ ก็เพราะว่า
ในภาพนี้มีลายพระหัตถ์ ที่อดีตรัชทายาท ทรงเขียนไว้เพคะ"
พระพันปีเฮคยองมาพบองค์ชายลีซาน "หลายวันนี้เจ้าดูผอมไปมากเลยนะ แสดงว่าคงเครียด
จนไม่ได้พักผ่อนล่ะสิใช่ไหม" "พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ หม่อมฉันช่างอกตัญญู
ทำให้เสด็จแม่ทรงเป็นห่วง ต้องขออภัยด้วย" "ที่แม่มานี่จะพูดอะไร เจ้ารู้หรือเปล่า"
"เสด็จแม่" " ใช่ สิ่งที่แม่จะพูดนั้น เจ้าคงรู้ดีแก่ใจอยู่ มิหนำซ้ำ
คำตอบของเจ้าคืออะไร แม่ก็รู้แก่ใจเหมือนกัน แม่อยากให้เจ้า
ตัดความสัมพันธ์กับเสด็จพ่อซะ เพื่อจะได้เอาตัวรอดไว้ก่อน แต่เชื่อว่า
ยังไงเจ้าคงไม่ทำอย่างงั้นแน่" "เสด็จแม่" "เพราะฉะนั้น คราวนี้แม่เลยจนปัญญา
ไม่รู้จะช่วยเจ้ายังไงดี เจ้ายอมตายดีกว่าปฏิเสธพ่อตัวเอง
แม่ก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมเจ้าในฐานะเป็นแม่ได้ แต่ก็ไม่อาจ
ปล่อยให้เจ้าไปเผชิญกับปัญหา โดยที่แม่ไม่ทำอะไรซักอย่าง" "เสด็จแม่
หม่อมฉันรู้สึกละอายใจ จนไม่รู้จะทูลยังไงดีแล้ว" "ลูกซาน" " แต่ยังไงก็ตาม
หม่อมฉันเป็นลูกของเสด็จแม่ และเป็นลูกของรัชทายาทซาโตจริงๆ
ถึงให้หม่อมฉันเอาชีวิตเข้าแลก ก็ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้" "ฮือ ลูกแม่"
พระเจ้ายองโจทรงนึกถึงเมื่อครั้งทรงคุยกับองค์ชายซาโต "ถ้าข้าตาย
รากฐานของราชวงศ์ก็จะพินาศ แต่ถ้าเจ้าตาย บ้านเมืองก็จะมั่นคง
ข้าจึงต้องเห็นแก่บ้านเมืองมากกว่าชีวิตของเจ้า" "เสด็จพ่อ"
"เอานักโทษไปขังในลังไม้ซะ" " เสด็จพ่อ หม่อมฉันถูกปรักปรำ เสด็จพ่อๆ
หม่อมฉันถูกปรักปรำ เสด็จพ่อ หม่อมฉันถูกปรักปรำ เสด็จพ่อๆๆๆ หม่อมฉันถูกปรักปรำ
เสด็จพ่อๆๆ" พระ เจ้ายองโจทรงรู้สึกเสียพระทัยอย่างมาก "ข้า นี่ข้าทำอะไรลงไปกันแน่
ฮือ ข้าฆ่าลูกตัวเองหรือนี่ ฮือๆๆ หึ ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ทำไมตอนนั้น
ไม่ยอมอธิบายให้ข้าเข้าใจก่อน เพราะอะไร ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย เจ้าก็ทำให้ข้า
กลายเป็นพ่อที่โหดร้ายกับลูกอย่างเหลือแสน ฮือ เจ้าไม่ต้องอภัยให้ข้าหรอกนะ ฮือ
ขอโทษด้วย ฮือ พ่อขอโทษเจ้า ฮือๆๆ ฮือๆๆ" พระ มเหสีจองซุนเสด็จมาเฝ้าพระเจ้ายองโจ
แต่มหาดเล็กบอกว่าพระเจ้ายองโจเสด็จออกไปข้างนอก
พระมเหสีจองซุนจะเสด็จกลับก็พอดีพระเจ้ายองโจเสด็จมา "เจ้ามาพบข้าใช่ไหม" "เอ่อ
ฝ่าบาท" "มาทำไมแต่เช้า มีธุระหรือไง" "ใช่แล้วเพคะ หม่อมฉันตั้งใจมาถวายบังคม
แต่เห็นว่าฝ่าบาทไม่อยู่ในตำหนัก" "เมื่อคืนเนื้อตัวรุมๆ
รู้สึกอึดอัดเลยอยากไปเดินเล่นหน่อย" "เอ่อ งั้นหรอกหรือเพคะ"
"เดินไปเดินมาก็รู้สึกเหนื่อยอีก ถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็วันหลังค่อยมาเถอะนะ"
"ได้เพคะ" จากนั้นพระเจ้ายองโจทรงให้มหาดเล็กไปตามองค์ชายลีซานมาพบ
พอองค์ชายลีซานมาเฝ้า ก็ทรงสั่งให้มหาดเล็กและนางในถอยห่างจากตำหนักให้หมด
"รับสั่งให้หาหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ ข้าอยากพบเจ้าเพราะมีเรื่องสำคัญจะพูด ปีนี้คือปี
"พยองซิน" อายุเจ้าก็ครบ 25 ปีแล้วสินะ ดีแล้ว เป็นวัยที่เหมาะกำลังดี" "ฝ่าบาท
หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง" " เมื่อวานที่มีประชุม ข้าให้เจ้าตอบว่า
เป็นลูกใครกันแน่ใช่ไหม ใช่ ข้ารู้ว่ามีเรื่องแบบนี้ เพียงแต่ ข้านึกอะไรไม่ออกเลย
ทำไม ข้าถึงจำเหตุการณ์ได้บ้างไม่ได้บ้าง เห็นว่าเจ้าก็รู้สาเหตุแล้วใช่ไหม"
"ฝ่าบาท" "ใช่ ข้าเป็นโรคความจำเสื่อมเข้าแล้ว
เพราะเหตุนี้จึงได้แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด จากนั้นไม่ทันไรก็ลืมจนหมดสิ้น" "ฝ่าบาท"
" เจ้าก็ช่างโง่นัก ทำไมต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้ ทำไมไม่บอกทุกคนล่ะว่าข้าเป็นอะไร
เจ้าจะเอาอย่างพ่อเจ้า เจริญรอยตามเขาหรือยังไง ข้าบอกว่าจะฟังคำตอบจากเจ้าใช่ไหม
คำตอบนั้น ข้าจะพูดเอง เจ้า เป็นลูกขององค์ชายซาโต เจ้าเป็นลูกเขา
เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาโดยตรง และเป็นรัชทายาท
ที่จะได้ครองบัลลังก์ต่อจากข้าในอนาคต และวันนี้ ข้าจะขอสละบัลลังก์
ให้เจ้าได้ปกครองบ้านเมืองต่อไป เข้าใจหรือยัง ตั้งแต่วันนี้ พระราชาองค์ใหม่
ก็คือเจ้า" องค์ชายลีซานตกพระทัยอย่างมาก "หา"

จบ 38

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 39

"ฮือ ฝ่าบาท จะทรงยกบัลลังก์ให้หม่อมฉัน หมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ นับแต่นี้ผู้ครองบัลลังก์ก็คือเจ้า ในเมื่อรู้อย่างงี้แล้ว
เจ้าก็เตรียมตัวให้ดีเถอะ" "ฝ่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ทำไมรับสั่งแบบนี้
เป็นเรื่องที่หม่อมฉันไม่ต้องการจะรับฟังเลย" "
เจ้าไม่อยากฟังแต่ข้าก็จำเป็นต้องพูด เจ้ายังไม่รู้สภาพร่างกายข้าอีกหรือ
ข้าไร้ประสิทธิภาพที่จะเป็นพระราชาได้อีก เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดี ทุกวันนี้
ข้าแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อนที่สุขภาพจะย่ำแย่กว่านี้
ข้าจะมอบภารกิจให้เจ้าเพื่อจะได้ไม่ต้องมีห่วงอีกต่อไป เพราะฉะนั้น
ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราษฎรเสียขวัญกำลังใจ
เจ้าก็เลิกพูดมากซะทีและทำตัวให้เข้มแข็งหน่อย เข้าใจที่พูดมั้ย" "ฝ่าบาท" "
อาจจะแค่วันนี้ ที่ข้ายังมีสติสัมปชัญญะ
ภายในวันนี้ข้าจะสั่งการเรื่องสละราชสมบัติทั้งหมด และระหว่างนี้
เจ้าก็มีสิ่งต้องทำเหมือนกัน ก็คือพ่อของเจ้า เคยเป็นรัชทายาทแห่งโชซอน
คนที่ปองร้ายเขาก็ถือเสมือนกบฎ เมื่อเป็นกบฎก็สมควรได้รับโทษอย่างสาสม
คนที่กล่าวหาให้ร้ายพ่อเจ้า จงไปจับตัวมาซะ และเอานี่ไปด้วย"
"นี่คืออะไรหรือพ่ะยะค่ะ" "จดหมายที่พ่อเจ้าเขียนไว้" องค์ชายลีซานทรงแปลกพระทัย
"หา หึ" "เมื่อคืนนี้ มีคนงานจากศูนย์ศิลปะมามอบให้ข้า และข้าก็ได้อ่านแล้ว"
"คนงานศูนย์ศิลปะก็คือ" "ใช่ นางบอกว่า จดหมายนี่ซ่อนอยู่ในภาพเขียนที่ 14 ปีก่อน
เจ้าจะนำไปมอบให้ข้า จงอ่านให้ดี เป็นเรื่องที่เจ้าควรจะได้รู้"
องค์ชายลีซานอ่านจดหมายน้ำตาซึม " ขณะที่ เสด็จพ่อได้ทอดพระเนตรจดหมายฉบับนี้
ไม่แน่ว่าสิ่งที่ หม่อมฉันพยายามทำอยู่อาจถึงคราวล้มเหลวก็เป็นได้ ทุกวันนี้ในวัง
มีแต่ข่าวลือหนาหูว่าหม่อมฉันคิดไม่ซื่อต่อเสด็จพ่อ แม้แต่เสด็จพ่อเอง
ก็ทรงฟังรายงานจากคนบางคน จนเชื่อว่าหม่อมฉัน และกลุ่มคนที่รู้จักคุ้นเคย
กำลังวางแผนคิดปองร้าย ต่อบัลลังก์ของเสด็จพ่ออยู่ แต่ว่ามันก็มีบางส่วน
ที่เป็นเรื่องจริง" ครั้งนั้นองค์ชายซาโตคุยกับแม่ทัพคนหนึ่ง
แม่ทัพบอกกับองค์ชายซาโตว่า " เรามีปืนยาว 200 กระบอก อาวุธอื่นอีก 500 ชิ้น
พร้อมกันนี้ ยังมีทหารฝีมือดี 3 พันนาย ม้าศึกอีก 500 ตัวพ่ะย่ะค่ะ
งานใหญ่กำลังจะเริ่มแล้ว องค์ชาย อีกไม่เกินสิบวัน ประมุขแห่งโชซอนคนใหม่
ก็คือองค์ชาย" "หนังสือร่วมลงนามเอามาให้ข้าหรือเปล่า" "มีรายชื่อ 12
คนที่แสดงความจงรักภักดี ทุกคนพร้อมยอมตาย ยินดีสละชีวิตเพื่อองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ หือ
องค์ องค์ชาย" "ท่านนึกว่าข้า จะกล้าเนรคุณต่อเสด็จพ่อได้จริงหรือ" "แต่ องค์ชาย
ถึงขั้นนี้แล้ว ทำไม ทรงคิดเปลี่ยนพระทัยล่ะ" "เสียใจด้วย เพื่อจะยับยั้งพวกท่าน
ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีนี้" "หา องค์ชาย" "ถ้ายังยืนยันจะก่อการให้ได้ละก้อ
ข้าจะเอาจดหมายนี่ ไปถวายให้เสด็จพ่อ" "หา เอ่อ องค์ชาย" "ได้โปรดเถอะ
ถือว่าเห็นแก่ข้า อย่าให้แตกหักเลยนะ" "หา ฮือ" "และข้าไม่อยากทำร้ายพวกท่านด้วย"
"ฮือ หึ องค์ชาย" องค์ ชายซาโตทูลพระเจ้ายองโจว่า "พวกเขา รู้อยู่แก่ใจว่า
หม่อมฉันไม่เคยคิดคด แต่ก็เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงยิ่งปล่อยหม่อมฉันไว้ไม่ได้"
"เลวมาก เจ้ายังกล้าเถียงอีกหรือ แล้วนี่คืออะไร เจ้ามีแผนชั่วยังไงกันแน่
บอกมาเดี๋ยวนี้" " แผนชั่วอะไร จะให้หม่อมฉันพูดเรื่องอะไรอีก จนทุกวันนี้ใครๆ
ก็ว่าหม่อมฉันคิดไม่ซื่อต่อเสด็จพ่ออยู่แล้ว หม่อมฉันทูลไปก็ไม่ทรงฟังหรอก"
"ยังจะเถียงอีก" " ตอนนั้น ที่หม่อมฉันไม่กล้าอธิบายกับเสด็จพ่อ
เพราะไม่อยากหักหลังคนที่เคยหนุนให้ก่อการ โดยให้ตัวเองรอดตายเพียงคนเดียว
และรวมถึง ไม่ว่าทูลอะไร เสด็จพ่อก็ไม่ทรงฟังทั้งสิ้น
ทำให้หม่อมฉันน้อยใจจนไม่อยากพูดอะไรอีก แต่ว่ามาถึงเวลานี้
หม่อมฉันรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ยิ่งบานปลาย
ถึงขั้นที่ไม่มีใครยอมเชื่อหม่อมฉัน
จนวันที่ไม่อาจเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเพื่อทูลความจริงอีก ทำให้หม่อมฉัน
เริ่มคิดได้ว่าการตัดสินใจที่แล้วมา เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่ว่าเสด็จพ่อ
จะทรงเชื่อหม่อมฉันอีกมั้ย แม้จะไม่เคยพูดจากปาก แต่ส่วนลึกในใจหม่อมฉัน
มีแต่ความเทิดทูนและภักดีต่อเสด็จพ่อเสมอ จะทรงเชื่อมั้ยพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เล็กจนโต
หม่อมฉันไม่เคยทำอะไร ให้เสด็จพ่อได้พอพระทัยซักอย่าง
แต่ว่าถ้าเสด็จพ่อจะทรงให้อภัยหม่อมฉันจริง หม่อมฉันก็ขอประทานความเมตตาจากเสด็จพ่อ
มอบให้หม่อมฉันเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ ได้โปรด ทรงดูแลลูกซานดีๆ
เพราะเขาเป็นลูกของหม่อมฉัน อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายไม่น้อยกว่าพ่อของเขา
จึงอยากทูลขอให้เสด็จพ่อ ทรงปกป้องเขาให้ดี" องค์ชายลีซานทรงร้องไห้ออกมา "ฮือ
เสด็จพ่อ" พระ เจ้ายองโจตรัสว่า "พ่อเจ้าขอร้องว่า ให้ข้าดูแลเจ้าดีๆ
ไม่น่าเชื่อว่าเขา ยังไว้ใจพ่อที่ไม่เอาไหนอย่างข้า แม้ตัวเองจะตายยังเปิดทางให้ข้า
ได้ไถ่บาปที่ทำไว้กับเขาอีก มันเป็นคำขอสุดท้ายของเขา ซึ่งข้าต้องทำให้ได้
ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ต้องทำให้ได้ หึ เจ้าต้องเป็นพระราชา โดยความเห็นชอบจากข้า
เข้าใจหรือเปล่า จะเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อชดเชยให้เขาก็ตาม และข้าก็อยากขอร้อง
เหมือนที่พ่อเจ้าเคยพูดไว้ เจ้าต้องอยู่ต่อไป เพื่อเป็นพระราชาที่ดี" "ฮือ ฝ่าบาท
ฮือ"
ด้านพระมเหสีจองซุนพอทราบว่าองค์ชายลีซานเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจก็ทรงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
องค์ชายลีซานเรียกแชจีคยอมกับฮงกุกยองมาพบด่วน
"ข้ามีเรื่องด่วนจะหารือเลยเชิญพวกท่านมาพบ การประชุมวันนี้ มีคำสั่งให้เลื่อนไป"
"ทำไมจู่ๆ มีการเลื่อน เพราะอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" "การประชุม
จะเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้เช้าแทน และในการประชุมวันพรุ่งนี้ ฝ่าบาทจะทรง
ประกาศเรื่องสละราชสมบัติ" แชจีคยอม นัมซาโชและฮงกุกยองพากันตกใจไม่น้อย "องค์
องค์ชาย ความหมายก็คือ" "องค์ชาย สละราชสมบัติ ความหมายของฝ่าบาทก็คือ
จะทรงยกบัลลังก์ให้องค์ชายหรือพ่ะย่ะค่ะ" จาก
นั้นทั้งฮงกุกยองและแชจีคยอมก็รีบไปดำเนินการทันที เมื่อพวกองค์ชายลีซานไม่มาประชุม
และมีรับสั่งเลื่อนการประชุม สร้างความแปลกใจให้กับชองโฮคยอมอย่างมาก
แล้วยิ่งเขาเห็นฮงกุกยองที่ดูสงบปากสงบคำสำรวมคำพูดมากก็ยิ่งสงสัย
พระมเหสีจองซุนมาขอเฝ้าพระเจ้ายองโจ มหาดเล็กบอกว่าทรงมีไข้
หลังจากเสวยโอสถแล้วจึงเข้าบรรทม ฮงกุกยองไปเชิญแชซกจูมาที่บ้านเดิมของพระเจ้ายองโจ
ซึ่งพระเจ้ายองโจและองค์ชายลีซานรออยู่ "ฝ่าบาท ทรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ
กองกำลังที่ขั้วอำนาจเก่า สามารถสั่งการได้หรือ" " ท่านก็รู้ว่าข้าหมายถึงอะไร
อย่าทำไขสือดีกว่า ที่จริงไม่เฉพาะแค่กำลังทหาร
ยังมีเรื่องอีกมากที่อยู่ใต้อำนาจของพวกท่าน ซึ่งข้าและองค์ชายต่างก็รู้แก่ใจดี
รีบบอกมาเร็วๆ กำลังพลหน่วยไหนที่ขึ้นกับพวกท่านบ้าง หน่วยพยัคฆ์หรือว่าหน่วยมังกร"
" เอ่อ คือ ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม ที่ทรงอยากรู้เพื่ออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ
เอ่อ ทำไมจู่ๆ มีรับสั่งถามถึงเรื่องของทหาร หม่อมฉันอยากรู้สาเหตุพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ากะว่าพรุ่งนี้ จะมอบบัลลังห์ให้องค์ชายลีซาน" แชซกจูตกใจมาก "หา"
"ถ้าประกาศออกไปเมื่อไหร่ เชื่อว่าคนที่คิดร้ายต่อเขาต้องอาละวาดหนักแน่
และคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ให้ทหารออกมาก่อการ อาจพอมีทางรอดบ้าง "ฝ่าบาท" "
ฉะนั้นเพื่อให้องค์ชายปลอดภัยและได้ครองราชย์อย่างราบรื่น
ก่อนอื่นก็คือต้องคุมทหารไว้ก่อน ข้าจะย้ายทุกหน่วยไปจากเมืองหลวงซะ
ตัดแขนตัดขาไม่ให้พวกท่านทำอะไรได้ แต่ที่เชิญท่านมาและบอกให้รู้
เพราะเชื่อว่าคนอย่างท่านคงไม่อยากเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ
แม้ท่านจะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ข้าก็รู้ว่า
ท่านยังพอมีจิตสำนึกและรู้จักเห็นแก่บ้านเมืองก่อน" "หึ ฝ่าบาท
ทรงรับปากเรื่องหนึ่งได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นบ้าง แต่มรสุมนี้
จะไม่พัดพาให้ราชสำนัก เกิดความเสียหาย ถ้าทรงรับปากหม่อมฉันเรื่องหนึ่งก่อน"
"ให้เจ้าตกลงกับเขาละกัน มันเป็นสิ่งที่เจ้าต้องเผชิญอยู่แล้ว"
องค์ชายลีซานทรงรับปาก "เอางั้นก็ได้ ข้าให้สัญญากับท่าน" "
กองกำลังทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ สถานการณ์ตอนนี้ นอกจากหน่วยคุ้มกันพิเศษ
ที่วางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหนแล้ว ทหารทุกหน่วยในราชสำนัก
พร้อมจะหยิบอาวุธเพื่อปองร้ายองค์ชายได้ทุกเมื่อ"
จากนั้นองค์ชายลีซานทรงรับสั่งกับองกุกยองว่า "ให้ทหารหน่วย "ชองยี" ย้ายไปเมือง
"กวางจู" ส่วนหน่วย "ซอชอง" และ "ยองชอง" ให้ไปปักหลักที่นอกเมืองร้อยลี้"
"พ่ะย่ะค่ะ" "สำหรับหน่วยพยัคฆ์ น่าจะมีกองกำลังส่วนตัวของพวกเขามาแฝงกายอยู่
ให้ไปจับตาดูไว้เป็นพิเศษ เข้าใจมั้ย" "พ่ะย่ะค่ะ" พระ
เจ้ายองโจทรงตรัสกับองค์ชายลีซานว่า "หน่วยคุ้มกันพิเศษมีคนน้อย
ให้ทำงานทั้งหมดคงไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ไป การคุ้มกันวังหลวง
ให้แบ่งให้หน่วยองครักษ์รับไปแบ่งเบาบ้าง แต่ว่า องครักษ์ก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้หมด
ถ้าเป็นการอารักขาส่วนตัว ให้คนสนิทของเจ้ามารับหน้าที่จะดีกว่า เข้าใจมั้ย"
"พ่ะย่ะค่ะ" " ไม่น่าเชื่อว่าข้าได้ชุบเลี้ยงศัตรูของเจ้ามากมายถึงเพียงนี้"
พระเจ้ายองโจตรัส "พ่อของเจ้า เคยเป็นรัชทายาทแห่งโชซอน
คนที่ปองร้ายเขาก็ถือเสมือนกบฎ เมื่อเป็นกบฎก็สมควรได้รับโทษอย่างสาสม
คนที่กล่าวหาให้ร้ายพ่อเจ้า จงไปจับตัวมาซะ"นัมซาโชเข้ามารายงานองค์ชายลีซานว่า
"เมื่อกี้ท่านฮงเพิ่งส่งข่าวมาพ่ะย่ะค่ะ ทหารทั้งหมด
ให้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปแล้ว" "งั้นหรือ ดีมาก"
"ตอนนี้จะเสด็จวังมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่ ข้ามีงานต้องทำอีก
คนที่เคยปองร้ายเสด็จพ่อของข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้ลอยนวลอีก" องค์
หญิงวาวานทราบว่าซองซงยองได้เข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจเมื่อคืน จึงให้คนไปตามมาพบด่วน
ซองซงยอนบอกเพียงว่ามาถวายภาพเขียนตามที่พระเจ้ายองโจรับสั่งเท่านั้น
"เรื่องที่เจ้ามีอะไรกับองค์ชาย ข้ารู้มานานแต่ไม่อยากพูด แล้วจู่ๆ
เจ้าถือวิสาสะไปเข้าเฝ้า แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่" "เอ่อ องค์หญิง" "เพราะอะไร
เป็นคำสั่งจากองค์ชายใช่ไหม เขาบอกให้เจ้า เอาสิ่งของไปถวายเสด็จพ่อล่ะสิ" "เอ่อ
ไม่มีหรอกเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ไปถวายอะไร ฮือ ฮือ" "หึ งั้นก็ตามใจ
เมื่อเจ้าปากแข็งนัก ข้าก็คงช่วยไม่ได้อีก" ซองซงยอนตกใจ "หา"
องค์หญิงวาวานสั่งให้คนพาตัวซองซงยอนไปโบย แต่ชองโฮคยอมขัดขึ้นว่า
"ช่างเถอะพระมารดา ปล่อยผู้หญิงคนนี้ซะ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำเรื่องไร้สาระ"
องค์หญิงวาวานอึ้งไป "อะไรนะ" "ต้นสายปลายเหตุของเรื่อง หม่อมฉันรู้หมดแล้ว"
คิมคีจูมาบอกเรื่องทหารกับพระมเหสีจองซุน "ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะ
บอกว่าทหารทุกหน่วยถูกย้ายออกจากเมืองหลวงไปหมดหรือ" "
ไม่เพียงแต่หน่วยพยัคฆ์เท่านั้น ยังมีหน่วย "ชองยี" "ซอชอง" และ "ยองชอง"
ล้วนให้ไปปักหลักที่นอกเมืองร้อยลี้ บอกว่าเป็นพระบัญชาของฝ่าบาท
หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนี้เป็นกำลังสำคัญของเราทั้งนั้น
แต่กลับถูกย้ายไปโดยไม่รู้สาเหตุนะพ่ะย่ะค่ะ" ‘หึ เป็นไปได้ไง ใครว่าคือพระบัญชา
วันนี้ทั้งวัน ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จออกไปไหนเลย หา" พระมเหสีจองซุนไปเฝ้าพระเจ้ายองโจ
จึงทราบว่าไม่อยู่ตำหนัก และไม่ทราบว่าเสด็จไปไหน จึงให้พี่ชายตามสืบ
"ได้เรื่องอะไรมามั้ย" ไสงสัยจะมีปัญหาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ
เพราะองค์ชายก็ไม่อยู่ในตำหนักเหมือนกัน" "อะไรนะ"
"นางในที่นั่นบอกว่าเสด็จออกไปแต่เช้า จนป่านนี้ยังไม่กลับมาพ่ะย่ะค่ะ" " เฮ่อ หึ
ข้าเคยบอกท่านไว้ว่าไง ให้จับตาดูตำหนักใหญ่ให้ดีใช่ไหม แล้วตอนนี้
นอกจากฝ่าบาทจะทรงหายไปแล้ว แม้แต่องค์ชายก็ไม่อยู่ในวัง
ทำไมถึงได้ทำงานกันสะเพร่าแบบนี้" "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉันนึกว่าทุกอย่างจะจบก็เลย" "ไม่ต้องพูดอีกแล้ว
คำพูดท่านมีแต่แก้ตัวทั้งนั้น"
มหาดเล็กเข้ามาทูลพระมเหสีจองซุนเสด็จไปทอดพระเนตรที่ห้องทรงอักษรก่อน
พอไปถึงก็ทรงพบพระเจ้ายองโจ "อ้าว เจ้าเองหรือ" "เอ่อ หึ ฝ่าบาท
นี่มันเกิดอะไรขึ้นเพคะ ทำไมมาประทับอยู่นี่" "แล้วทำไมข้าจะอยู่นี่ไม่ได้
เจ้าก็ถามแปลกนี่" " เอ่อ หึ คือ หม่อมฉันขอบังอาจทูลถามซักนิด
เมื่อเช้าบอกว่าทรงเหนื่อย จะทรงพักผ่อนไม่ใช่หรือเพคะ จนใครๆ
นึกว่าบรรทมอยู่ในตำหนักใหญ่ แล้วทำไมมาประทับอยู่ในห้องทรงอักษรได้ล่ะเพคะ" ‘อ๋อ
พอดีตื่นมาตอนสาย นึกอยากอ่านหนังสือก็เลยมาที่นี่" "ทรงตื่นบรรทมตอนสายหรือเพคะ"
"ใช่ ทำไมหรือ มีปัญหาอะไรหรือไง" "เอ่อ หึ ไม่มีหรอกเพคะ จะมีปัญหาอะไรได้
หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ" พระมเหสีจองซุนทรงคิดว่าต้องมีอะไรเปลี่ยนไปแน่
สั่งให้คิมคีจูเรียกคนของพระองค์มาประชุม
องค์ชายลีซานทรงเรียกคนสนิทขององค์ชายซาโตมาพบ "ลุกขึ้นก่อน ไม่เจอทุกท่านตั้งนาน
ต่างก็สบายดีใช่ไหม" "สบายดีพ่ะย่ะค่ะ พวกเรา ได้อาศัยบารมีองค์ชาย
ต่างก็อยู่สบายพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย" "ฝ่าบาทมีรับสั่ง
ให้สืบหาคนที่เคยปองร้ายต่อเสด็จพ่อ และจับมาลงโทษให้หมด"
"จริงหรือพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย" "ใช่ ปองร้ายคนที่เป็นรัชทายาท
และทำให้สิ้นพระชนม์อย่างมีมลทิน ข้าจะไม่ปล่อยไว้เด็ดขาด" " หม่อมฉันเอง
ที่อยู่มาจนวันนี้
ก็เพื่อจะรอดูจุดจบของพวกที่คิดร้ายต่อองค์ชายซาโตนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ ถ้าตอนนี้
วิญญาณอดีตรัชทายาทได้รู้ เชื่อว่า คงจะทรงหมดห่วงได้แล้ว" "ใช่
ข้าก็อยากให้เสด็จพ่อหมดห่วงเหมือนกัน แต่ถ้าจะบรรลุเป้าหมาย
เรายังต้องมีของบางอย่างอีก" "อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" " ความจริงข้ารู้นานแล้วว่า
ใครคือผู้บงการเบื้องหลัง แต่จนใจที่ทำอะไรไม่ได้
เพราะไม่มีหลักฐานจะเอาผิดพวกเขาได้เลย จึงอยากให้อดีตทหารคนสนิทอย่างพวกท่านมาช่วย
ไม่ทราบว่าพอมีเบาะแส หรือหลักฐานที่จะผูกมัดพวกเขาได้ไหม" "ทรงหมายถึง
หลักฐานหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่" เหล่าชายแก่บอกว่าหลักฐานอยู่บนเขา
"ท่านบอกว่าบนเขาหรือ" "พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย
สมัยก่อนอดีตรัชทายาททรงมีจดหมายติดต่อระหว่างพวกของคิมคีจู
และทรงนำจดหมายนั่นขึ้นเขาไปพ่ะย่ะค่ะ" "หมายความว่า
เอาไปซ่อนบนเขาที่ใดที่หนึ่งหรือ แล้วพอจำได้ไหมว่า มันเป็นที่ไหนน่ะ"
"ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ตอนนั้นอดีตรัชทายาทรับสั่งให้เรากลับไป
เลยไม่ทราบสถานที่แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ" ฮงกุกยองกล่าวขึ้นว่า
"แล้วจำได้ไหมว่าเป็นภูเขาลูกไหน ถ้าจำเป็นต้องหาหลักฐานจริงๆ
เราจะส่งคนทั้งหมดไปช่วยกันค้นหา" "เดี๋ยวก่อน ขอคิดดู เอ่อ ถ้าจำไม่ผิดละก้อ
น่าจะเป็นเขา "ยินวัง" น่ะนะ" "เขายินวังหรือครับ" "เดี๋ยว ท่านบอกว่าไงนะ
เขายินวังใช่ไหม" "ใช่พ่ะย่ะค่ะ" "ภาพเขียน ภาพนั้นจำลองเหตุการณ์ในอดีตไว้"
จากนั้นองค์ชายลีซานก็ให้คนไปตามซองซงยอนมาพบ ทางด้านที่ประชุมของพระมเหสีจองซุน
ฮงนิมฮันถามว่า " เอ่อ พระมเหสี จู่ๆ ทหารทุกหน่วยก็ถูกย้ายออกนอกเมือง นี่มัน
เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เชื่อว่าพระมเหสีน่าจะทรงทราบดี"
"หรือว่ามีอะไร ทำให้ฝ่าบาทเกิดเปลี่ยนพระทัยขึ้นมา แม้แต่การประชุมก็ถูกยกเลิก" "
การประชุม แค่เลื่อนไปเท่านั้นไม่ได้ยกเลิก จงเข้าใจไว้ด้วย รับสั่งของฝ่าบาท
ยังมีผลเหมือนเดิมทุกประการ ทุกคนไม่ต้องพล่านเหมือนเสือติดจั่นนักหรอก และพรุ่งนี้
จะมีการประชุมเหมือนเดิม ส่วนองค์ชาย ก็ต้องถูกปลดแน่นอน" องค์หญิงวาวานเข้ามา
"เรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่ทรงคิดหรอก" พระมเหสีจองซุนไม่พอพระทัย
"ใครอนุญาตให้พวกเจ้ามาที่นี่ ลืมคำสั่งของข้าที่ให้อยู่แต่ในตำหนักแล้วหรือ"
"ไม่ลืมหรอกเพคะ ที่หม่อมฉันมานี่ เพื่อจะช่วยพระมเหสีที่จับต้นชนปลายไม่ถูก
ให้ได้รู้ความจริงเท่านั้น" "อะไรนะ" "หม่อมฉัน มีเรื่องสำคัญจะมาทูลให้ทรงทราบ
เชื่อว่าหากทรงได้ยิน ต้องตกพระทัยอย่างมากแน่" "ว่ามา
ข้าก็อยากรู้ว่าเรื่องสำคัญอะไรนัก" " เรื่องสำคัญตอนนี้
ทรงคิดว่าจะหมายถึงอะไรบ้างเพคะ นอกจากเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่แท้จริง
ที่เสด็จพ่อทรงทำในวันนี้ วันนี้เสด็จพ่อ สั่งโยกย้ายทหารไปจากเมืองหลวง
ให้ปักหลักอยู่ที่ชานเมือง เรารู้แล้วว่าเพราะอะไร จึงมาทูลพระมเหสี" "ก็ได้
เจ้ารู้อะไรก็บอกข้ามา" ชองโฮคยอมเสนอว่า "แต่ว่า เรามีเงื่อนไขข้อหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"
"อะไรนะ เงื่อนไขหรือ" "ใช่ สิ่งที่พระมเหสีทรงทราบ ก็ต้องบอกให้เรารู้เหมือนกัน"
"อะไรนะ" พระมเหสีจองซุนไม่พอพระทัย " หมู่นี้บ่อยครั้งที่ฝ่าบาท
ทรงทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม เชื่อว่าพระมเหสี คงจะรู้ต้นสายปลายเหตุ จู่ๆ
เรียกตัวไต้เท้าคิมกลับมา อีกทั้งอภัยโทษให้เขา คนอื่นไม่รู้
แต่พระมเหสีต้องทรงทราบสาเหตุแน่" "เจ้านี่มันกำแหงจริงๆ
กล้าต่อรองกับพระมเหสีเชียวหรือ" พระมเหสีจองซุนปราม "พี่ใหญ่
อย่าเพิ่งมาโวยวายตอนนี้ ก็ได้ ข้าจะบอกให้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร" "พระมเหสี"
"ฝ่าบาททรงประชวร เป็นโรคความจำเสื่อม" หลายคนตกใจ "หึ พระมเหสี รับสั่งว่าไงนะ
เสด็จพ่อทรงเป็นโรคความจำเสื่อมหรือ" " ทรงประชวรมาพักใหญ่แล้ว
และเหมือนที่พวกเจ้ารู้ ข้าเลยฉวยโอกาสหว่านล้อมให้ทรงทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เอาล่ะ ทีนี้ตาพวกเจ้าบ้าง เห็นบอกว่ารู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของฝ่าบาทงั้นหรือ
เพราะอะไรถึงต้องโยกย้ายทหารในเวลานี้ บอกมาซิ" "จริงหรือนี่
ถ้าฝ่าบาททรงเป็นโรคความจำเสื่อมจริง แล้วตอนนี้ ที่ยังทรงแข็งแรงอยู่
รีบร้อนจัดการเรื่องทุกอย่าง ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ"
"รีบร้อนจัดการเรื่องทุกอย่าง หมายความว่าไง" "วันนี้ตอนรุ่งสาง ฝ่าบาทเสด็จไปไหน
พระมเหสีทรงทราบมั้ยพ่ะยะค่ะ เสด็จไปอุทยานยองโว" "อะไรนะ" " เมื่อคืนนี้
หลังจากได้พบคนงานหญิงคนหนึ่งที่สนิทกับองค์ชาย ก็เสด็จไปอุทยานทันที
กลับมาก็สั่งเลื่อนการประชุม และวันนี้ทั้งวัน
ก็ประทับอยู่ที่บ้านเดิมพร้อมกับองค์ชาย" พระมเหสีจองซุนทรงตกพระทัย "หา" "เอ่อ
เรื่องแบบนี้ เจ้ารู้ได้ยังไง" "ตอนกลางวัน ข้าเห็นคนขององค์ชายมีพิรุธ
เลยให้คนไปสะกดรอย" "หึ แสดงว่าฝ่าบาททรงรู้เห็นกับองค์ชาย
สั่งให้โยกย้ายทหารงั้นหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ ทรงสันนิษฐานถูกแล้ว" " หึ
และทรงคิดต่อไปซิว่า การกระทำเหล่านี้จะหมายถึงอะไร เสด็จพ่อคงมีพระประสงค์
จะยกบัลลังก์ให้องค์ชายแน่ แล้วเรื่องนี้ก็ได้เตรียมการ ที่จะประกาศ
ในการประชุมวันพรุ่งนี้" พระมเหสีจองซุนทรงตกพระทัยไม่น้อยกับสิ่งที่เพิ่งทราบ
"สละบัลลังก์ ให้องค์ชายงั้นหรือ" "พระมเหสี แล้วจะทำไงดีพ่ะย่ะค่ะ
นี่ก็เหลือเวลาไม่มาก จะถึงการประชุมพรุ่งนี้เช้าแล้ว" "เวลาไม่คอยท่าจริงๆ
นี่ก็ใกล้เที่ยงคืนแล้ว เราต้องหาหนทางยับยั้งเรื่องนี้ให้ได้นะ" "แต่ว่า
จะทำได้ยังไง เพราะทหารของเรา วันนี้ถูกย้ายไปอยู่นอกเมืองหมดแล้ว" " ถึงอย่างงั้น
เราก็ไม่ควรงอมืองอเท้านั่งรอความตายอยู่นี่ ถ้าจะอยู่ต่อไป เราก็ต้องยอมเสี่ยง
ให้คนใดคนหนึ่ง ภายในคืนนี้ยังไงก็ต้องจากโลกนี้ไปซะ" พระมเหสีจองซุนตรัส
องค์หญิงวาวานตกใจ "หา คนใดคนหนึ่งคือใครหรือเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง"
"เรายังมีกำลังพอจะใช้ได้อีกกี่คน" "คนที่อยู่เพื่อถวายอารักขาพระมเหสี
มีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น" "หึ ในวังล่ะ ยังมีองครักษ์ไม่ใช่หรือ" "มีพะย่ะค่ะ"
"งั้นให้ใครก็ได้ ไปจับหัวหน้าองครักษ์ "ซินกวานโฮ" มา" "แต่ว่า
คนพวกนี้ไม่ยอมแปรพักตร์ง่ายๆ" "ถ้าจับเป็นไม่ได้ จับตายก็ต้องลงมือในคืนนี้
เข้าใจหรือเปล่า ถ้าไม่อยากนั่งรอให้องค์ชายมาเด็ดหัวพวกเราทุกคนก็ต้องรีบไปซะ"
ชองโฮคยอมตัดสินใจทำตามที่พระมเหสีจองซุนรับสั่ง เทซูไปตามซองซงยอนมาพบองค์ชายลีซาน
ทรงถามถึงภาพเขียนขององค์ชายซาโต "เจ้าบอกว่าฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรแล้วใช่ไหม" "หึ
เพคะ เมื่อคืนหม่อมฉันไปตำหนักใหญ่ ถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนั้น"
"พอเห็นแล้วมีรับสั่งอะไรบ้าง พูดอะไรกับเจ้าหรือเปล่า" "รับสั่งหรือ" "ใช่" "
เหมือนจะรับสั่งว่า เอ่อ พอทอดพระเนตรเห็นตรงนี้ ทำให้ทรงเข้าพระทัยบางอย่างเพคะ
เอ่อ จริงๆ แล้ว หม่อมฉันก็เห็นรอยแยกจากตัวเต่าทำให้พบจดหมายที่ซ่อนอยู่
เพราะทั้งสามคนต่างชี้นิ้วมาที่ตัวเต่า ชวนให้สงสัยว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า
และฝ่าบาทก็รับสั่งว่า ในที่สุดก็เข้าใจความหมายของภาพนี้น่ะเพคะ"
พระเจ้ายองโจทรงรับสั่งว่า "แม้จะไม่รู้ว่าวันเดือนปีไหน
แต่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ตอนนั้นข้ากับรัชทายาทและองค์ชายลีซาน
ไปชมทิวทัศน์บนเขายินวัง ตอนนั้นองค์ชายยังเด็กนัก
บอกว่าที่ข้างลำธารมีก้อนหินลักษณะคล้ายเต่ายักษ์ เขาเห็นแล้วก็ดีใจนัก หึ
พอเห็นลูกหัวเราะชอบใจ ข้ากับรัชทายาทก็พลอยขำไปกับท่าทีของเขา
ไม่นึกว่าองค์ชายซาโตยังจำเรื่องนี้ได้ อาจเพราะว่า
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ายิ้มให้เขากระมั้ง
เขาจึงตั้งใจให้องค์ชายลีซานนำภาพเขียนนี้มาให้ข้า เพราะถ้าข้ายังจำเรื่องนี้ได้
ก็จะพบจดหมายที่ซ่อนอยู่หลังก้อนหินรูปเต่านั่น เขาคงคิดแบบนี้" "นั่นเป็นปี
"คยองซิน" เดือน 6 ใช่ ข้าพอนึกได้แล้ว ตอนนั้นข้าเป็นคนพบหินก้อนนี้เอง"
องค์ชายลีซานว่า "หา องค์ชาย" " สิ่งที่เสด็จพ่อต้องการบอกเรา ไม่ใช่ภาพหรือจดหมาย
สิ่งที่เสด็จพ่อทรงซ่อนอยู่ในภาพนี้ ไม่ใช่แค่จดหมายอย่างเดียว
แต่ยังมีหลักฐานที่จะเอาผิดพวกเขาด้วย เสด็จพ่อคงต้องการจะช่วยข้า
จึงไปซ่อนอยู่ในที่แห่งนั้น"

จบ 39

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 40

ในที่สุดองค์ชายลีซานก็สามารถไขปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ในภาพวาด
องค์ชายลีซานตัดสินใจค้นหาหลักฐาน ที่ทำให้ตนได้รับชัยชนะ
ดังนั้นจึงเรียกทหารองครักษ์มาพบ
องค์ชายลีซานและพวกพากันค้นหาเนื้อหาเต่าบนก้อนหินที่ปรากฏอยู่ในภาพวาด
"ถ้าจำไม่ผิดละก้อ ตอนนั้นมีการหยุดพักที่ศาลา “ฮวางฮา” ซักครู่
ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง การจะหาหินรูปเต่า ก็คงอยู่ละแวกแถวๆ นี้"
"ถึงอย่างงั้นก็เถอะ แถวนี้ก็ครอบคลุมเกือบ 10 ลี้ อีกทั้งกลางคืนมืดมาก
ต่อให้ส่งทหารไป ก็ไม่อาจหาได้ง่ายๆ นะพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ มันคงหายาก แต่จะทำไงก็ช่าง
ก่อนการประชุมพรุ่งนี้เช้า เราต้องหาหลักฐานของเสด็จพ่อให้เจอ" " เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ
ทันทีที่มีประกาศสละบัลลังก์ เราควรมีหลักฐานเอาผิดพวกเขาด้วย
เพื่อไม่ให้ถือโอกาสแข็งข้อ จะได้มัดมือมัดเท้าไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด"
"ป่านนี้เรื่องการย้ายทหารไปนอก เมือง พวกเขาคงรู้หมดแล้ว เวลายิ่งเหลือน้อย
ต้องรีบเอาหลักฐานมาให้ได้ก่อน หน่วยคุ้มกันพิเศษของเราล่ะ" "พ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉันให้เทซู ไปบอกหัวหน้าของเขาคือนายกอง “ซินกวางโฮ” แล้ว
ป่านนี้น่าจะถึงวังหลวง" ด้านพระมเหสีจองซุนพอทราบเรื่องจากชองโฮคยอมก็ตกพระทัย
"อะไรนะ องค์ชายสั่งให้ทหารส่วนหนึ่งไป “ฮงวามุน” งั้นหรือ" "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ส่งคนไปที่ฮงวามุน เพื่ออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือจะถือโอกาสกวาดล้างพวกเราซะ"
คิมคีจูถาม "ไม่หรอก เหมือนไม่ใช่อย่างงั้น ได้ยินว่าองค์ชาย จะพาทหารไปที่เขา
“ยินวัง” ด้วยตัวเอง" "เขายินวังหรือ" พระมเหสีจองซุนแปลกพระทัย "พะยะค่ะ"
"งั้นก็ยิ่งน่าแปลก ดึกป่านนี้แล้ว พาทหารขึ้นเขาไปทำไม" "จะเพื่ออะไรก็ช่าง
คงจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเล่นงานพวกเราแน่พ่ะย่ะค่ะ" "ไม่ต้องไปสนใจ
เขาจะทำอะไรก็ปล่อยเขา ตอนนี้สำคัญคือต้องให้องค์ชายมาอยู่ในกำมือเรา" "เอ่อ แต่ว่า
ทำไงหรือพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว" " ถึงขั้นนี้แล้วทำไม เพราะไม่มีทางแก้
ทุกคนเลยต้องหาเชือกมาผูกคอตายหรือไง ตอนนี้หน่วยพิเศษก็เป็นพวกเราแล้ว
ต่อให้องค์ชายกลับเข้าวังอีกครั้ง ชาตินี้ก็จะไม่ได้ไปไหนอีก ใช่แล้ว
เราต้องแก้ปัญหาด้วยความเฉียบขาด เข้าใจหรือเปล่า
ไม่งั้นถ้าปล่อยให้องค์ชายได้ครองราชย์ละก้อ ทุกคนที่อยู่นี่
จะไม่ได้รอดชีวิตอย่างแน่นอน" เทซูพาทหารหน่วยพิเศษมาพบองค์ชายลีซาน
"ต่อไปให้แบ่งกลุ่มละ 4 คน ใครที่เจอก้อนหินเหมือนในรูป
ก็รีบจุดพลุไฟที่แจกให้เมื่อกี้ เข้าใจหรือเปล่า" องค์ชายลีซานสั่ง ทุกคนรับคำ
"พ่ะย่ะค่ะ" "องค์ชาย ทางเขาลาดชันเดินลำบาก ถ้าไงเราจะไปดูเอง
องค์ชายทรงรออยู่นี่เถอะนะ" เทซูเตือน "ไม่ คนที่เคยมาแถวนี้คือข้าคนเดียว
ข้าต้องไปด้วย" "แต่คนที่มาล้วนมีอาวุธอยู่ในมือ
ปะเหมาะเคราะห์ร้ายไม่รู้จะทำอะไรรุนแรงหรือเปล่า เพื่อความไม่ประมาท
อย่าเสี่ยงดีกว่า" " อย่าห่วงเลย ข้าดูแลตัวเองได้ อีกอย่าง
ข้ายังมีพวกเจ้าคอยคุ้มครอง ข้ารอวันนี้มาถึง 14 ปี ยังไงต้องหาหลักฐาน
ที่เสด็จพ่อเก็บไว้ด้วยตัวเอง" พระมเหสีจองซุนถามทหารท่านหนึ่งว่า "ท่านก็คือ
ผู้ช่วยของนายกอง “ซินกวางโฮ” อยู่กับเขามานานใช่ไหม" "พะยะค่ะ" "
เมื่อกี้ได้ยินว่าจู่ ๆ เขาก็เสียชีวิตไป ทหารที่ขาดผู้นำจะทำงานต่อไปได้ยังไง
เพราะฉะนั้น ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยคุ้มกันพิเศษ ก็ให้ท่านเป็นแทนชั่วคราว
เพราะฝ่าบาทไม่สู้สบายนัก ข้าจึงแต่งตั้งแทนพระองค์ไปก่อน
แต่การทำงานของท่านในคืนนี้ จะมีผลต่อบ้านเมืองและราชสำนักอย่างมาก คิดแล้วเป็นไง
ข้าพอจะเชื่อการทำงานของท่านได้ไหม" "หึ พะยะค่ะ
หม่อมฉันจะขอถวายชีวิตเพื่อราชสำนัก" พอทหารออกไป คิมคีจูถามพระมเหสีจองซุนว่า " หึ
พระมเหสี ตอนนี้เรายังทำอะไรองค์ชายไม่ได้ซักอย่าง แล้วทำไม เสด็จกลับมาก่อน
ปล่อยให้งานข้างนอกเป็นหน้าที่องค์หญิงวาวานและชองโฮคยอมจะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ
เกิดพลาดพลั้ง องค์ชายกลับมาได้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ ถึงตอนนั้น
เราจะยิ่งขัดขวางการครองราชย์ไม่ได้อีก" "เพราะอย่างงี้ข้าถึงต้องกลับ มา
เรากำลังทำทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้ครองราชย์ เกิดเขาโชคดีกลับมาได้อีก ถึงตอนนั้น
เราก็ต้องมีแผนอื่นไว้รองรับ" "หา แผนอื่นยังไงหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"เมื่อกี้ข้าได้บอกแล้วว่า คืนนี้ไม่ใครก็ใคร อาจต้องจากโลกนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้"
"หา พระมเหสี หมายความว่า จะทำให้ฝ่าบาท" คิมคีจูอึ้งไป
พระเจ้ายองโจทรงรู้สึกไม่ค่อยสบาย แชจีคยอมทูลถาม "ฝ่าบาท เป็นไงบ้างพ่ะย่ะค่ะ
ให้หม่อมฉันตามหมอหลวงดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" " ช่างเถอะ ไม่ต้องหรอก
บางครั้งความทรมานทางร่างกายก็เป็นเรื่องดี เรามัวแต่อดทนกับความเจ็บปวด
เท่ากับได้รวบรวมสมาธิ ไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน ท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงนัก"
"แต่ว่าฝ่าบาท" "จะเริ่มมาบ่นอะไรกับข้าอีก
เมื่อก่อนที่ให้พักงานไปนานก็เพราะความขี้บ่นนี่แหละ" "เอ่อ ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
" ใช่ สมัยก่อนท่านก็เคยทำแบบนี้ ตอนข้าจะปลดรัชทายาท มีท่านคนเดียวมาคุกเข่า
ขอร้องให้ข้าถอนคำสั่งซะ ถ้าตอนนี้ข้ายอมฟังท่านหน่อย
คงไม่กลายเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนแบบนี้" "ฝ่าบาท" "อ้อ เอานี่ ไปให้องค์ชายซะ"
"หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม นี่คือกำปั่นทองใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่
แม้จะไม่รู้เวลาที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจมีซักวัน ที่หลานข้าจะได้ใช้ของในนี้"
"องค์ชายจะได้ใช้ของในนั้น ฝ่าบาท ทรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ" "
เรื่องนี้องค์ชายย่อมรู้แก่ใจดี แต่ถ้าไม่ต้องใช้เลย คงจะดีต่อเขามากกว่า
แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ คิดว่าองค์ชาย น่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อย"
ชองโฮคยอมกล่าวกับแชซกจูว่า "การที่องค์ชาย
สามารถเคลื่อนย้ายกำลังทหารที่ขึ้นกับพวกเรา
เพราะได้รับความช่วยเหลือจากท่านใช่ไหม" "แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะตอบยังไง
ข้าเข้าใจการเมืองดี พระจันทร์แม้จะส่องสว่าง แต่ก็สู้แสงของดวงอาทิตย์ไม่ได้ เฮ่อ"
ขณะที่ทุกคนกำลังตรวจตราอยู่ ก็ทราบว่าองค์ชายลีซานเสด็จไปลำธาร
แต่พอไปตามหากลับไม่พบ "หาไม่เจอ ไม่รู้เสด็จไปทางไหน ทางมันมืด หาก็ลำบาก
แผล็บเดียวก็ตามไม่ทันแล้ว" นัมซาโชว่า "สงสัยคงไม่อยู่แถวนี้ แยกย้ายไปทางอื่น
เผื่อจะพบองค์ชายบ้าง" "เฮ่อ งั้นก็ได้ เฮ่ย" ซอจังบูกับคังซกกีเข้ามาถามหาเทซู
นัมซาโชบอกให้ตามองค์ชายลีซานก่อน ฮงกุกยองแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเทซู "เอ่อ ครับ
คือว่า เขาบอกว่าเห็นบางคนท่าทางน่าสงสัย พอตามไปดู จู่ๆ ก็หายไปน่ะครับ"
"เจ้าบอกว่า มีคนน่าสงสัยหรือ" "ใช่ครับ" องค์ ชายลีซานพบที่แห่งหนึ่ง
แล้วเข้าใจว่าใช่ ขณะที่พวกนัมซาโชก็ตามหาองค์ชายลีซานไม่ได้พัก
พอองค์ชายลีซานมั่นใจก็สั่งให้จุดพลุ
ทันใดนั้นก็พบเทซูได้รับบาดเจ็บร้องเรียกองค์ชายลีซาน แล้วมีเสียงปืนยิงต่อสู้กัน
นัมซาโชกับฮงกุกยองได้ยินก็ตกใจรีบตามเสียงไป "หึ องค์ชาย เป็นไรหรือเปล่าพ่ะยะค่ะ"
"ข้าไม่เป็นไร" "หึ ยืนเฉยทำไม ช่วยดูองค์ชายหน่อยซิ" ฮงกุกยองสั่ง
"ไม่มีเวลาอีกแล้ว ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท พวกเจ้าค่อยตามมาทีหลัง" องค์ชายลีซานสั่ง
"พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย" เมื่อพระเจ้ายองโจทรงทอดพระเนตรหลักฐานก็ทรงอึ้ง
"เป็นไปได้ยังไง ช่างเป็นหลักฐานที่ครบถ้วนขนาดนี้ เจ้าก็อ่านหมดแล้วใช่ไหม"
"อ่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "ข้ายังคู่ควรเป็นพระราชาอีกหรือ
ข้าไม่คู่ควรทั้งเป็นพ่อและเป็นพระราชา ช่างน่าละอายนัก" "ฝ่าบาท
โปรดอย่ารับสั่งอย่างงั้น ไหนๆ เรื่องก็ผ่านไปนานแล้ว" ทาง
ด้านคิมคีจูรีบมาทูลพระมเหสีจองซุนว่าองค์ชายลีซานกลับมาแล้ว
พระมเหสีจองซุนสั่งให้รอดูอีกหน่อย ทรงบอกว่าเรื่องยังไม่จบซะทีเดียว
จากนั้นพระมเหสีจองซุนทรงนำโอสถไปให้มหาดเล็ก "นี่คือยาบำรุงของฝ่าบาท
ก่อนพรุ่งนี้ประชุมเช้า ถ้าข้าไม่มีคำสั่งอื่น ก็ให้ไปถวายแก่ฝ่าบาท" "หา"
มหาดเล็กอ้ำอึ้ง "ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไร เห็นฝ่าบาททรงประชวรอยู่นาน
ข้าเลยให้หมอที่รู้จักจัดยามาให้" "แต่ว่าพระมเหสี พระโอสถของฝ่าบาท
ต้องผ่านสำนักหมอหลวงถึงจะถวายได้" " ท่านกลัวว่า
ข้าจะปองร้ายต่อฝ่าบาทถึงได้ถวายยาแบบนี้หรือไง
สิ่งที่ข้าทำก็เพื่อฝ่าบาทและราชสำนัก ท่านไม่ต้องพูดอะไร แค่ทำตามคำสั่งก็พอ
เข้าใจมั้ย" "เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ"
มหาดเล็กนำโอสถเข้าไปถวายพระเจ้ายองโจตามคำสั่งพระมเหสีจองซุน
องค์ชายลีซานไปพบพระพันปีเฮคยองและพระชายาโยอึย
พอทั้งสองพระองค์ทราบจุดประสงค์ก็ตื่นเต้น "เจ้าบอกว่าไงนะลูก
วันนี้จะมีประกาศสละราชสมบัติหรือ" "หึ องค์ชาย" "
หม่อมฉันต้องขออภัยที่ไม่ได้ทูลให้เสด็จแม่ทรงทราบ และขอโทษพินกุงด้วย
ไว้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน หม่อมฉันจะทูลรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้เสด็จแม่ได้รู้
แต่ช่วงนี้ ในวังอาจจะเกิดเรื่องยุ่ง ไม่แน่ว่าหลายฝ่ายอาจมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง
แต่เสด็จแม่และพินกุง ขอให้เชื่อหม่อมฉันและเข้มแข็งไว้ อดทนให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน"
ใกล้ถึงเวลาประชุม พระมเหสีจองซุนก็สั่งให้ซังกุงไปตามมหาดเล็กตำหนักใหญ่มาพบด่วน
เพราะเห็นว่าเหตุการณ์ยังคงสงบอยู่
ทำให้ทราบว่ามหาดเล็กไม่ได้ถวายโอสถพระเจ้ายองโจก็ทรงโกรธมาก "อะไรนะ
ไม่ได้ถวายยาให้ฝ่าบาทหรือ" " หึ ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉัน
เป็นมหาดเล็กที่ถวายการรับใช้ฝ่าบาท แต่แรกมา ที่ทำตามรับสั่งของพระมเหสี
เพราะคิดว่า ทรงเป็นห่วงพระอาการของฝ่าบาทจริงๆ ยังไงก็ต้องหาวิธี
รักษาให้หายจากการประชวรให้ได้ ฮือ แต่ว่า นี่เป็นยาที่ทรงให้มา
โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากหมอหลวง หม่อมฉันจะกล้าถวายต่อฝ่าบาทได้ยังไง"
"ถ้าอย่างงั้น รีบเอายากลับมาให้ข้า" "พระมเหสี" "ไม่ได้ยินหรือไง
ข้าบอกให้เอายามาเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปถวายให้ฝ่าบาทเอง" "เอ่อ ขอทรงอภัย ยาชามนั้น
หม่อมฉันเททิ้งไปแล้ว" พระมเหสีจองซุนทรงอึ้งไป แช จีคยอมไปเฝ้าพระเจ้ายองโจ
แต่ซังกุงทูลแล้วไม่มีเสียงตอบรับจากพระเจ้ายองโจเลย
พอเข้าไปเฝ้าทำให้รู้ว่าพระเจ้ายองโจทรงหมดสติไป แชจีคยอมรีบไปทูลองค์ชายลีซาน
ทรงตามหมอหลวงไปรักษาทันที พระมเหสีจองซุนทราบจากคิมคีจูก็ตกพระทัยเหมือนกัน
ขณะที่องค์หญิงวาวานทราบก็ต่อว่า "หึ เป็นฝีมือพระมเหสีใช่ไหม หึ
ทำไมไม่ยอมรับสั่งล่ะ ที่เสด็จพ่อกลายเป็นแบบนี้ เป็นฝีมือพระมเหสีใช่หรือเปล่า หึ
เพราะเมื่อคืนรับสั่งว่าอาจมีใครซักคนต้องตาย หม่อมฉันได้ยินกับหูชัดๆ คำพูดนี้
ไม่ได้หมายถึงเสด็จพ่อหรอกหรือ แสดงว่าพระมเหสีจะทำให้เสด็จพ่อ" พระ
มเหสีจองซุนทรงโกรธ "หุบปาก รู้หรือเปล่าว่ามาโวยวายต่อหน้าใคร จริงอยู่
เหมือนที่เจ้าพูด ข้าสามารถทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่ มันจำเป็นต้องทำต่างหาก
เมื่อคืนถึงได้ควบคุมหน่วยพิเศษไว้ในกำมือ แต่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว
เรื่องที่ฝ่าบาททรงหมดสติ ข้าก็ไม่รู้สาเหตุ ฉะนั้น
เจ้ารีบไปให้พ้นจากหน้าข้าซะ"องค์หญิงวาวานแค้นใจมาก องค์ชายลีซานถามหมอหลวงว่า "หึ
ฝ่าบาททรงเป็นอะไรแน่ อะไรที่ทำให้ฝ่าบาททรงหมดสติไปนานขนาดนี้ ว่าไง
ทำไมไม่ตอบล่ะ" "หม่อมฉันขอบังอาจทูลให้ทราบ นี่เป็นโรค
เส้นเลือดสมองอุดตันพ่ะย่ะค่ะ" "หา เส้นเลือดอุดตันหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ" "หา หึ หึ
ถ้าอย่างงั้น จะมีอาการยังไงบ้าง พอมีวิธีรักษาให้หายหรือเปล่า" "ฮือ
ทรงประหารหม่อมฉันดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ฮือ หม่อมฉัน
ไม่กล้ารับรองว่าฝ่าบาทจะทรงหายดีพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงกลับไป
พระมเหสีจองซุนจะเข้าเฝ้า องค์ชายลีซานตรัสทันทีว่า "เชิญกลับไปซะ" "องค์ชาย" "
พอกันที ไม่ต้องมาเรียกชื่อหม่อมฉัน หม่อมฉันจะไม่อ่อนข้อให้อีกแล้ว ถ้ามีใคร
มาวุ่นวายกับเรื่องของฝ่าบาทอีก ไม่ว่าใครก็ตาม หม่อมฉันจะไม่ปรานีคนๆ นั้นอีก"
พระพันปีเฮคยองทราบเรื่องพระเจ้ายองโจประชวรก็กังวลใจ "หา แปลว่าตอนนี้ฝ่าบาท
ทรงประชวรหนักจนไม่รู้สึกพระองค์โดยสิ้นเชิงงั้นหรือ"
"หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่าใช่แล้วเพคะ ด้วยเหตุนี้ แม้แต่การประชุมก็ถูกยกเลิกไปด้วย"
"หึ เสด็จแม่เพคะ" พระพันปีเฮคยองหอบ "แล้วตอนนี้องค์ชายอยู่ไหนรู้มั้ย"
คิมซังกุงตอบว่า "ทันทีที่รู้ข่าวก็เสด็จไปตำหนักใหญ่เพคะ"
ฮงกุกยองบอกกับพวกแชจีคยอมว่า "ต้องเป็นฝีมืออีกฝ่ายแน่ เพื่อไม่ให้มีการประกาศ
ถึงขั้นปองร้ายฝ่าบาทก็ยังทำได้" "ใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปอย่างงั้น"
นัมซาโชเตือน " เมื่อกี้ท่านก็เห็นความสะใจของพวกเขาแล้วไม่ใช่หรือ รวมถึงเมื่อคืน
มีคนคิดปองร้ายองค์ชายก็เป็นลูกน้องของพวกเขาทั้งนั้น หึ
คนพวกนี้มีอะไรที่ไม่กล้าทำอีก เราจะอยู่เฉยไม่ได้ เรื่องกำลังจะจบแท้ๆ
หลักฐานก็มีสามารถเอาผิดพวกเขาได้หมด ขอเพียงมีประกาศสละบัลลังก์เท่านั้น
แล้วทำไมยังเปลี่ยนได้อีก เฮ่ย" "ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า
แต่ตอนนี้ที่สำคัญคือพระอนามัยของฝ่าบาท ทุกคนในวัง
ต้องให้ความสนใจต่อเรื่องนี้มากกว่า" แชจีคยอมกล่าว "แต่ข้าได้ข่าวมาว่า
แม้แต่หมอหลวง ก็บอกว่าจนปัญญารักษาน่ะครับ" "อะไรนะ" "หรือก็คือ
พวกเขาบอกว่าคราวนี้ ฝ่าบาทอาจจะ ไม่รู้สึกพระองค์ไปอีกนาน" แชจีคยอมตกใจ "ตายล่ะ
เฮ่ย" พระมเหสีจองซุนทรงทราบพระอาการของพระเจ้ายองโจจากหมอหลวงก็ดีพระทัยลึกๆ
ทางด้านองค์หญิงวาวานก็ทราบ " นี่แปลว่า ทุกอย่างจบไปแล้วหรือ มันช่างน่าขำจริงๆ
เสด็จพ่อยังอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย หึ ข้ากลับทำอะไรไม่ได้ซํกอย่าง
นอกจากนั่งรอไปวันๆ และเป็นห่วงอนาคตของตัวเอง" "พระมารดา" "ถ้าหาก สวรรคตไปตอนนี้
องค์ชายก็จะขึ้นแทนทันที ที่เราพยายามขัดขวางไม่ให้มีประกาศ ผลสุดท้าย
ก็คือเสียแรงเปล่าทั้งเพ" " เดี๋ยวก่อน เรื่องอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด
พระมเหสีเคยรับสั่ง ว่าจำเป็นจริงๆ อาจคิดปองร้ายฝ่าบาท แต่ทำไมถึงรับสั่งอย่างงั้น
เพราะถ้าฝ่าบาทเกิดสวรรคตจริง องค์ชายขึ้นครองราชย์ เราก็จะไม่ได้อะไรเลย"
"แล้วยังไง เจ้าจะพูดอะไรกันแน่" " แต่ถ้าฝ่าบาทสวรรคตตอนนี้ องค์ชาย
ก็จะไม่มีทางได้ครองราชย์ หม่อมฉันเชื่อว่าพระมเหสี ทรงทราบเหตุผลว่าเพราะอะไร
องค์ชายถึงจะไม่ได้ครองราชย์อีก" พระมเหสีจองซุนจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้ายอง โจ
มหาดเล็กห้ามไว้แต่กลับถูกพระมเหสีจองซุนขู่
เขาจำต้องให้พระมเหสีจองซุนเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจ "ฝ่าบาททรงทราบมั้ยเพ คะ ว่าฝ่าบาท
เปรียบเสมือนชีวิตของหม่อมฉัน นับแต่วันแรกที่ได้รับเลือกให้มาถวายการปรนนิบัติ
ฝ่าบาทก็คือ เจ้าชีวิตของหม่อมฉันทันที อาจจะไม่ทรงเชื่อว่า หม่อมฉันเคยคาดหวัง
ว่าจะอยู่กับฝ่าบาท ถวายการรับใช้จนกว่าชีวิตจะหาไม่
แต่สุดท้ายคนที่ทำให้หม่อมฉันเปลี่ยนไป ก็คือฝ่าบาทนี่เอง
หม่อมฉันถวายชีวิตให้ฝ่าบาท แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลซักนิด
เพราะฉะนั้นฝ่าบาทต้องทรงเข้าพระทัย
คนที่ทำให้หม่อมฉันกลายเป็นคนที่มีจิตใจอันด้านชา บีบให้หม่อมฉันเข้าสู่ทางตัน
ก็คือฝ่าบาทนี่แหละ ได้โปรดอย่าทรงฟื้นขึ้นมาอีก นับแต่วันนี้ไป
จงอย่าได้ลืมตาขึ้นมา" ฮงกุกยองกับแชจีคยอมทูลองค์ชายลีซานว่า " องค์ชาย
ยังไงก็ตามแต่ เรื่องนี้จะรอช้าไม่ได้ ก่อนที่พวกเขาจะลงมือ
เราต้องให้ทุกคนรู้ก่อนว่าฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะสละบัลลังก์" ฮงกุกยองกล่าว
"เรื่องนี้ หม่อมฉันก็เห็นด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะถ้าองค์ชาย
ทรงเข้าพระทัยถึงความห่วงใยที่ฝ่าบาทมีต่อบ้านเมืองและองค์ชายละก้อ
ก่อนจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เราต้องยุติปัญหาซะก่อน" "ข้าเข้าใจ
เดี๋ยวข้าจะเปิดเผยรับสั่งของฝ่าบาทกลางที่ประชุมเอง พวกท่านเชิญไปรอที่นั่น"
องค์ชายลีซานทรงคิดถึงคำตรัสของพระเจ้ายองโจที่ว่า " พ่อเจ้าขอร้องว่า
ให้ข้าดูแลเจ้าดีๆ ไม่น่าเชื่อว่าเขา ยังไว้ใจพ่อที่ไม่เอาไหนอย่างข้า
แม้ตัวเองจะตายยังเปิดทางให้ข้า ได้ไถ่บาปที่ทำไว้กับเขาอีก
มันเป็นคำขอสุดท้ายของเขา ซึ่งข้าต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ต้องทำให้ได้
หึ เจ้าต้องเป็นพระราชา โดยความเห็นชอบจากข้า เข้าใจหรือเปล่า
จะเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อชดเชยให้เขาก็ตาม และข้าก็อยากขอร้อง
เหมือนที่พ่อเจ้าเคยพูดไว้ เจ้าต้องอยู่ต่อไป เพื่อเป็นพระราชาที่ดี"
องค์ชายลีซานเสด็จไปที่ประชุมแล้วประกาศว่า " วันนี้ที่ให้ทุกท่านมาประชุม
ก็เพื่อจะประกาศ เรื่องที่ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาลงมา เมื่อวานตอนเช้า
ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้าไปเฝ้า เพราะมีเรื่องสำคัญบางอย่าง ให้ข้าปฏิบัติตาม
โดยไม่มีการบิดพลิ้ว รับสั่งนั่นก็คือ" พระมเหสีจองซุนเสด็จเข้ามา "รับสั่งอะไรกัน
องค์ชายกำลังพูดเรื่องอะไรไม่ทราบ" "พระมเหสี" " รับสั่งของฝ่าบาทหรือ
รับสั่งอะไรกัน มีใครเคยได้ยินหรือเปล่า เมื่อเป็นพระบัญชา
ทำไมไม่เห็นฝ่าบาทรับสั่งด้วยองค์เอง และตอนนี้ฝ่าบาทก็ยังอยู่
องค์ชายมีสิทธิ์อะไรมาแอบอ้างพระบัญชาแทนพระองค์ได้" "แล้วพระมเหสีมาทำอะไรที่นี่
นี่คือท้องพระโรง ไม่ใช่ที่ๆ ฝ่ายในอย่างพระมเหสีจะมาแสดงความคิดเห็นได้"
องค์ชายลีซานตรัส พระมเหสีจองซุนย้อนว่า "ไม่ใช่ คนที่ไม่ควรมาอยู่ในท้องพระโรง
คือเจ้าต่างหาก ไม่ใช่ข้า หรือว่าเจ้าจะแกล้งทำเสแสร้งไม่รู้เรื่อง?"
พวกขุนนางวิจารณ์เบาๆ พระมเหสีจองซุนสั่งราชเลขา "เอามาให้ข้า" "เอ่อ พ่ะย่ะค่ะ
เฮ่ย" " ยังจำได้ไหมว่านี่คืออะไร นี่คือสิ่งที่หลายวันก่อน
มีการพูดคุยว่าจะปลดองค์ชายจากตำแหน่งรัชทายาทและฝ่าบาทก็มีราชโองการไว้ แล้ว
เรื่องนี้คงยังไม่ลืมหรอกนะ นี่ต่างหากคือพระประสงค์ที่ฝ่าบาททรงดำริอย่างแท้จริง
และทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นพยาน ใครๆ ก็รู้ว่านั่นคือรับสั่งครั้งสุดท้ายของฝ่าบาท
ว่าจะทรงปลดองค์ชายซะ" " หึ ฝ่าบาททรงถอนรับสั่งแล้ว
เมื่อวานให้เอาราชโองการกลับคืน และมีรับสั่งใหม่ให้รู้ว่า
จะทรงสละบัลลังก์ให้หม่อมฉัน" องค์ชายลีซานเถียง "ฝ่าบาทให้คืนราชโองการ
และจะทรงสละบัลลังก์งั้นหรือ" "ถูกต้อง" "ราชเลขา" "พ่ะย่ะค่ะ พระมเหสี"
"ฝ่าบาทมีรับสั่งให้คืนราชโองการฉบับนี้จริงหรือเปล่า" ราชเลขาอึกอัก
พระมเหสีจองซุนตรัสต่อ "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้คืนราชโองการ
และมีพระบัญชาจะสละราชสมบัติให้องค์ชายจริงหรือเปล่า" "เอ่อ คือ พระอาญาไม่พ้นเกล้า
คือ หม่อมฉัน ไม่เคยได้ยินรับสั่งเช่นนี้มาก่อนพ่ะย่ะค่ะ" "
สรุปแล้วเป็นมายังไงกันแน่ เจ้าบอกว่ามีพระบัญชาหรือ
แล้วทำไมคนที่รับสนองราชโองการอย่างราชเลขาไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้มา ก่อน"
พระมเหสีจองซุนมององค์ชายลีซานอย่างท้าทาย "ตอนนี้ฝ่าบาทยังไม่ รู้สึกพระองค์
หม่อมฉันจึงไม่สามารถจะยืนยันรับสั่งเรื่องสละราชสมบัติให้ทุกคนได้ฟัง
แต่ว่ารอให้ฝ่าบาททรงฟื้น ทุกอย่างก็จะได้รับความกระจ่างเอง" "องค์ชาย
นี่คือข้ออ้างในการแอบอ้างพระบัญชาชัดๆ นึกว่าพูดแบบนี้แล้ว
เหล่าขุนนางจะยอมเชื่องั้นหรือ" " พระมเหสีก็เลิกก้าวก่ายซะที
อะไรคือรับสั่งที่แท้จริง อะไรคือพระประสงค์ของฝ่าบาท รอให้ทรงฟื้นเมื่อไหร่
ความจริงก็จะเปิดเผยเอง เชิญพระมเหสีกลับไปก่อน" "เจ้านั่นแหละหุบปาก
มีสิทธิ์อะไรมาไล่ข้าแบบนี้" "ท้องพระโรง ไม่ใช่ที่ๆ จะมาวางอำนาจได้
อย่าให้หม่อมฉัน ต้องใช้ทหารมาเชิญดีกว่า" "เจ้านี่บังอาจนักนะ" "พระมเหสี"

จบ 40

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ และก็ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านค่ะ

เครดิต : www.oknation.net/blog/lakorn

Readlakorn
เว็บเรื่องย่อละครรายตอนตามบทโทรทัศน์ช่อง3,5,7,นิยาย ไทยรัฐ,
ละครเกาหลี,ละครไต้หวัน (Series), ลิ้งค์(Links) ดูละคร Youtube
เรื่องย่อละคร
ลีซานจอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน สุสานภูเตศวร สาปภูษา มนต์รักข้าวต้มมัด เมียหลวง
เพลงรักข้ามภพ สายสืบดิลิเวอรี่ เทพบุตรนักบาส ปอบผีฟ้า ตะวันชิงดวง

Readlakorn

Related Posts



6 comments:

Anonymous said...

ขอบคุณครับ กำลังมันส์เลย ตอนต่อไปอยากอ่านจัง

Anonymous said...

ตอนที่41 ขอไวไวนะคร้าบบบบ

Anonymous said...

กำลังสนุกเลยค่ะ นับวันรอเลยนะเนี่ย

laksami on 3/16/2009 said...

ตื่นเต้นมาก อยากอ่านอีกเร็วๆ ค่า อยากไปพิมพ์ให้จัง

Anonymous said...

รอตอนที่ 41 เมื่อไรจะมาค่ะ รออยุ๋.....

Anonymous said...

ขอบคุณมากฮ่ะ

 

Recommended Product

  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads

My Blog List

Read Lakorn Copyright © 2009 Shopping Bag is Designed by Ipietoon Sponsored by Online Business Journal