Monday, March 02, 2009

ลีซาน - เรื่องย่อละครตามบทโทรทัศน์ - ลีซาน (31)-(34)

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 31

พระพันปีเฮคยองทราบว่าองค์ชายลีซานหายตัวไปก็รีบเสด็จมาดู
เวลานั้นพระชายาโยอึยกำลังดุมหาดเล็กที่ไม่รู้ว่าองค์ชายลีซานหายตัวไปไหน ที่ตำหนัก
พระเจ้ายองโจทรงชื่นชมซองซงยอนอย่างมาก "อึม ความสามารถของเจ้า
เทียบกับช่างเขียนจริงๆ แทบไม่ด้อยกว่าด้วยซ้ำ" "เอ่อ ขอบพระทัยที่ทรงชมเพคะ"
"แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอะ จากคนงานเป็นช่างเขียนคงไม่ใช่เรื่องง่าย
เจ้าทำได้ยังไงน่ะ" "เอ่อ ที่หม่อมฉันได้ทำงาน เพราะความช่วยเหลือจากองค์ชายเพคะ"
"เจ้าบอกว่าเพราะองค์ชายหรือ" " ใช่แล้วเพคะ
ตอนที่องค์ชายยังเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่
ทรงตั้งพระทัยจะเปลี่ยนค่านิยมที่มีการแบ่งชนชั้นและกีดกันไม่ให้ผู้หญิงทำ งาน
ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม ด้วยเหตุนี้


หม่อมฉันซึ่งเป็นคนงานเล็กๆ จึงพลอยได้รับอานิสงฆ์จากการนี้ด้วยเพคะ"
พระเจ้ายองโจทรงรับฟังอย่างสนพระทัย "อึม" "และไม่แค่หม่อมฉันคนเดียว
แม้แต่คนงานอื่นๆ ก็ได้หัดเขียนรูป จนกลายเป็นประโยชน์ต่อศูนย์ศิลปะไม่น้อยเพคะ" "
สิ่งที่ข้าปกครองมานับสิบปี ได้แต่คิดแต่ไม่สามารถทำได้
หลานของข้ากลับทำได้และยังช่วยคนอื่นอีก ใช่ เขาเป็นคนแบบนี้จริงๆ ตอนที่เขามองมา
ด้วยสายตาที่ตัดพ้อ หาว่าข้าไม่ยุติธรรมนั้น ในใจคงเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก
แต่ข้ากลับบอกให้เขา อดทนต่อไปโดยไม่เห็นใจเลย"
องค์ชายลีซานขี่ม้าออกไปจากวังเพียงลำพัง ทรงสับสนกับรับสั่งของพระเจ้ายองโจ
แต่ก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระบิดาซาโต ว่าอย่ากผูกใจเจ็บ
อย่าให้ความโกรธแค้นทำลายชีวิตของเราเอง "ถึงขั้นนี้ แล้ว จะให้หม่อมฉันทำใจอีกหรือ
เรื่องมาถึงขั้นนี้ เป็นใครจะไม่รู้สึกเจ็บแค้นได้ เพราะความแค้นที่มี
หม่อมฉันแทบจะกระอักอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องให้อภัยหรือพ่ะย่ะค่ะ ฮือ
หม่อมฉันแทบทนไม่ได้อีกแล้ว หม่อมฉันรู้สึก เหมือนจะอยู่ต่อไม่ได้อีก ฮือ ฮือๆๆ"
รุ่งเช้าองค์ชายลีซานเสด็จกลับมา ทุกคนรีบถามว่าเสด็จไปไหน
องค์ชายลีซานตอบว่าทรงรู้สึกเบื่อเลยไปเดินเล่น " มหาดเล็กนัมก็ไม่บอกให้เรารู้ก่อน
องค์ชาย เราเข้าใจความรู้สึกอัดอั้นของพระองค์ดี
แต่ว่าถ้าเกิดเหตุร้ายจะไม่คุ้มนะพ่ะย่ะค่ะ" แชจีคยอมกล่าว ฮงกุกยองกล่าวต่อว่า
"อย่างน้อยก็ให้ทหารตามไป จะได้ถวายอารักขา" "นั่นสิ ข้าก็คิดอย่างงั้น
เพราะไม่รู้ใครจะมาฆ่าข้าอีก" "องค์ชาย" ทุกคนตกใจ " ข้าหายไปเลยทำให้ทุกคนเป็นห่วง
ต้องขอโทษด้วย แต่เมื่อข้ากลับมาแล้ว ก็เชิญไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก
ข้ารู้ มันเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ก็ไม่อยากให้เป็นกังวลมากนัก
เพราะถ้าทุกคนต่างก็เป็นห่วง ข้ายิ่งไม่อาจแสดงความรู้สึกได้ง่ายนัก ฉะนั้น
ขอเวลาข้าทำใจซักพักเถอะนะ" องค์ชายลีซานเสด็จไป
พระพันปีเฮคยองกับพระชายาโยอึยทราบก็รีบมาหาองค์ชายลีซาน
แต่นัมซาโชขอร้องให้มาวันหลัง ทั้งสองพระองค์ยอมปฏิบัติตามเสด็จกลับไป ซอง
ซงยอนกลับบ้านมาเจอกับเทซูทราบข่าวก็ไม่สบายใจไปด้วย
พอไปถึงศูนย์ศิลปะมหาดเล็กก็นำของมาที่พระเจ้ายองโจทรงประทานให้มามอบให้
ทุกคนแปลกใจมาก เพราะต่างก็คิดว่าซองซงยอนจะได้เข้าไปเป็นสนม
ซองซงยอนจึงบอกว่าเมื่อคืนนางเพียงแค่เขียนรูปดอกเหมยให้พระเจ้ายองโจอีกภาพ หนึ่ง
ทุกคนถึงเข้าใจ "นี่คือ แป้นหมึกที่ใช้ในราชสำนักต้าชิงเท่านั้น
ต่อไปจะทำงานก็ขอให้ตั้งใจหน่อยนะ" "เอ่อ ขอบคุณท่านมากค่ะ หึ"
ปาร์คยองมุนดีใจกับนางด้วย องค์หญิงวาวานคุยกับชองโฮคยอมว่า " ข้า
ได้ข่าวมาจากคนของตำหนักใหญ่แล้ว รู้ว่าฝ่าบาท มีรับสั่งลงโทษพระมเหสียังไง
คงจะสั่งห้ามนาง ไม่ให้ออกจากตำหนักกลางอีก ให้อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ตราบจนชั่วชีวิต รู้ความหมายแล้วใช่ไหม ตอนนี้พระมเหสีถือว่าหมดเขี้ยวเล็บ
อยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น เฝ้าตำหนักกลางโดยไม่มีความสำคัญอะไรอีก"
"เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ จะถอดองค์ชายลีซาน จากนั้นนางก็ว่าราชการหลังม่านแทน
กลายเป็นความล้มเหลวหมด หม่อมฉัน มีเรื่องบางอย่าง จะขอทูลถามพระมารดา
ถ้าเป้าหมายของพระมเหสีคือการมีอำนาจ แล้วเป้าหมายของพระมารดาล่ะ คืออะไรกันแน่
พระมารดา หวังให้หม่อมฉันเป็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใครบอก ว่า
เจ้ามีอะไรที่สู้องค์ชายลีซานไม่ได้ ใครบอกว่า เจ้าจะไม่มีสิทธิ์ครองราชย์หรือ
หวังว่าข้าคงดูเจ้าไม่ผิด ตอนนี้ ไม่มีเวลาเหลือมากอีกแล้ว
ในเมื่อพระมเหสีถูกกำจัดออกไป ก็เป็นโอกาสของเราสองคนบ้างล่ะ
ไปเรียกประชุมเดี๋ยวนี้" "พ่ะย่ะค่ะ" เวลาเดียวกันนี้
พระมเหสีจองซุนทรงนั่งคิดถึงคำพูดของพระเจ้ายองโจที่รับสั่งให้พระนางฟังให้ดี "
ทุกครั้งที่นึกถึงการหน้าไหว้หลังหลอกของเจ้า
ข้าก็แทบอยากปลดเจ้าเพื่อจะได้หายแค้นซะ แต่ว่า ข้าไม่เอาชีวิตเจ้าง่ายๆ หรอก
ข้าคิดว่า จะให้เจ้ารับโทษที่ทรมานยิ่งกว่าความตายเป็นหลายเท่า ฟังให้ดี
นับแต่วันนี้ เจ้าจะไม่ใช่พระมเหสีอีก" "ฮือ ฝ่าบาท
ทรงฟังหม่อมฉันอธิบายก่อนเถอะเพคะ" " ข้าบอกแล้วว่า
ไม่ต้องพูดอะไรกับข้าแม้แต่คำเดียว เจ้าลืมแล้วหรือไง นับตั้งแต่ลูกชายข้าตายไป
ข้าอยู่ด้วยความเสียใจมาตลอดหลายปีนี้
ที่ละเว้นชีวิตเจ้าก็เพราะสาเหตุนี้เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน
เพื่อไม่ให้ราชสำนักเกิดการเข่นฆ่าเหมือนที่แล้วมา
ข้าจะไม่มีวันสั่งประหารมเหสีของตัวเอง เข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้คนที่จะช่วยเจ้าได้
ก็คืออดีตรัชทายาทเท่านั้น แต่ว่า ความเมตตาของข้าก็มีขีดจำกัด
เจ้าจะไม่มีอำนาจของการเป็นพระมเหสี และห้ามออกจากตำหนักกลางแม้แต่ก้าวเดียว
นับแต่วันนี้ไป ข้าจะมองว่าเจ้าเป็นคนที่ไม่มีตัวตนเลย
เพราะฉะนั้นเจ้าต้องอยู่อย่างสงบ ห้ามเรียกร้อง ห้ามมีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
และอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก เข้าใจมั้ย" พระมเหสีจองซุนให้คังซังกุงไปดูพี่ชาย
คังซังกุงกลับมารายงานว่าคิมคีจูใกล้ถูกเนรเทศไปต่างเมืองแล้ว
องค์หญิงวาวานเรียกทุกคนมาประชุมและกล่าวว่า " ดีที่ลูกบุญธรรมข้าพยายามวิ่งเต้น
ทุกคนถึงได้ปลอดภัย ข้อนี้จงอย่าลืมซะล่ะ แม้ว่าเราจำเป็นต้องทำแบบนี้
เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แต่ไม่ว่ายังไง การที่เราปกป้องพระมเหสีไม่ได้
จะเป็นสิ่งที่ข้าเสียใจชั่วชีวิต เพราะฉะนั้น เพื่อเห็นแก่พระมเหสี
เราจึงต้องปรองดองไว้ เพื่อเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญ วันนี้ที่เรามาประชุมพร้อมหน้า
แม้จะไม่มีพระมเหสีเป็นเสาหลัก แต่อุดมการณ์ของพวกเราจะไม่มีวันเปลี่ยน นับแต่นี้
เราจะรวมกลุ่มกันใหม่ เพื่อหาจังหวะลงมืออีกครั้ง" "แต่หม่อมฉันว่า
ตอนนี้เราควรอยู่เฉย เพื่อดูทิศทางลมซักพักก่อน" แชซกจูกล่าว "ดูทิศทางลมหรือ"
ชองโฮคยอมมองแชซกจู " เจ้ากับองค์หญิง อาจคิดว่าเหตุการณ์สงบแล้ว
แต่ข้าไม่คิดอย่างงั้น นิสัยฝ่าบาทเป็นคนยังไง รู้ว่าเราทำผิดแต่กลับนิ่งเฉย
ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่ ข้าว่าในพระทัย อาจกำลังวางแผนอื่นก็เป็นได้"
ระหว่างนั้นพระมเหสีจองซุนเสด็จมา ชองโฮคยอมกับแชซกจูรีบถามว่าทรงมีอะไร
"ทำไมต้องมีอะไร แสดงว่า ข้าไม่ควรมานี่หรือไง แล้วทำไมต้องแห่กันออกมา
ให้ข้าเข้าไปก็เหมือนกัน ไปคุยข้างในก่อน" "ทรงอภัยด้วย พระมเหสีเข้าไปไม่ได้"
"อะไรนะ ข้าเข้าไปไม่ได้หรือ นี่เจ้าพูดกับข้าหรือไง" " ใช่แล้วเพคะ
ฝ่าบาทมีรับสั่ง ห้ามพระมเหสีออกจากตำหนักกลางไม่ใช่หรือ แล้วทำไมยังมาที่นี่อีก
ไม่คิดว่าเป็นความวู่วามไปหน่อยหรือ หรือว่าพระมเหสี อยากให้พวกเราตายหมดหรือไง"
"องค์หญิง" "ก่อนที่ฝ่าบาทจะหายกริ้ว
ใครก็ไม่สามารถช่วยพระมเหสีได้และโปรดอย่าดิ้นรนอีก เพราะฉะนั้น
เชิญเสด็จกลับไปได้แล้ว" "พวกท่านก็เห็นด้วยงั้นหรือ จะให้ข้ากลับไปใช่ไหม
พูดมาเดี๋ยวนี้ ทุกคนเห็นด้วยกับองค์หญิงหรือเปล่า" ทุกคนเงียบไป
พระมเหสีจองซุนเห็นอย่างนั้นก็ทรงอึ้งไปเหมือนกัน "คิดว่าทุกคนคงจะสมหวัง
ที่เห็นข้าไม่มีความหมายอีก" "พระมเหสี" " แต่ขอให้จำไว้ ข้าจะไม่ยอมตายง่ายๆ
เรื่องวันนี้ฝากไว้ก่อนเถอะ ซักวันหนึ่ง
ข้าจะให้พวกท่านมาคุกเข่าต่อหน้าเพื่อขอให้ข้าไว้ชีวิตบ้าง"
พระมเหสีจองซุนเสด็จกลับไปพร้อมซังกุง พระนางทรงคิดลำพังว่า "ข้าขอสาบาน
จะไม่มีวันลืมความอัปยศในวันนี้" พระเจ้ายองโจทรงมีรับสั่งกับองค์ชายลีซานว่า "
นับแต่วันนี้ ทุกครั้งที่มีประชุมจะให้เจ้าเข้าร่วมด้วย
เอาความผิดพลาดจากคราวก่อนที่เป็นผู้สำเร็จราชการมาเป็นบทเรียน
เจ้าจะทำอะไรก็ให้เป็นไปตามนั้น" "ฝ่าบาท หม่อมฉันยังอ่อนประสบการณ์อยู่มาก
ไม่อาจรับหน้าที่สำคัญได้ โปรดถอนรับสั่งคืนด้วย" "
เจ้ายังติดใจเรื่องระเบิดในวันงานใช่ไหม จริงๆ แล้ว ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี
แต่ว่าเมื่อรู้ว่าในวัง ยังมีคนที่คิดปองร้าย ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่เจ้า
แล้วทำไมยังทำตัวอ่อนแอแบบนี้ น่าจะแสดงถึงอำนาจให้เห็น
จะได้ป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดอีก ส่วนเจ้าก็คอยช่วยองค์ชาย เล่นงานพวกไม่หวังดีซะ
ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ เข้าใจหรือเปล่า"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฮงกุก ยองเสนอให้จัดการพวกที่คิดฆ่าองค์ชายลีซานให้สิ้นซาก
แต่องค์ชายลีซานห้ามไว้ ทรงไม่อยากให้มีการนองเลือด และไม่อยากจองเวรกับใคร
แต่ก็ทรงกล่าวทิ้งท้ายว่าให้ฮงกุกยองคิดเองว่าจะจัดการอย่างไร ฮงกุก
ยองเรียกพวกเทซูมาคุย เขาหวังที่จะสืบให้รู้ว่าพวกขั้วอำนาจเก่ามีใครเป็นพวกพ้องอีก
ด้วยยึดภาษิตว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย เขาสั่งให้ช่วยจับตามองเจ้ากรมโยธา
และผู้ว่าเมืองหลวง “แพ่กตงจี” ดูว่าติดต่อกับใครบ้าง
องค์ชายลีซานซึ่งกำลังสิ้นหวังนั้นชักชวนเทซูและซองซงยอนดื่มเหล้าที่ร้านแห่งหนึ่ง
"ยืนทำอะไรน่ะ นั่งเป็นเพื่อนข้าเร็วเข้า" "องค์ชาย
ทำไมมาอยู่ในที่ซอมซ่อแบบนี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ" " ข้าอยากเจอเพื่อนเก่า
ไม่นัดมาที่นี่แล้วจะให้ไปไหน รีบมานั่งเร็วๆ ข้าอยากคุยกับพวกเจ้าถึงให้มาพบ
มานึกดูอีกที ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ก็คือตอนเรายังเด็ก"
ซองยอนซงกับเทซูรู้สึกสงสารองค์ชายลีซานอย่างมาก ถึงกับร้องไห้ออกมา
"ข้าออกจะดีใจที่เห็นพวกเจ้า แล้วทำไมเจ้าร้องไห้ล่ะ อะไรก็ไม่รู้
น้ำตาข้าร้องจนเหือดแห้งไปนานแล้ว พวกเจ้ายังร้องออกอีกหรือ ฮึ่ม"
หลังองค์ชายลีซานดื่มเหล้าเมาแล้วก็กลับตำหนัก
เมื่อพระพันปีเฮคยองรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็รีบเสด็จมาดูพร้อมพระชายาโยอึย
"เสด็จแม่ทรงอภัยด้วย" "องค์ชาย" " แม่เข้าใจความรู้สึกของเจ้าในเวลานี้ดี
ขนาดแม่เองยังปวดใจนักหนา แล้วนับประสาอะไรกับเจ้า แต่ยังไงก็ตาม
เจ้าต้องรักษาตัวให้ดีนะลูกนะ ต่อให้เห็นแก่พินกุงและแม่ที่หวังพึ่งเจ้าในอนาคต
ก็อย่าคิดสั้นทำร้ายตัวเองเป็นอันขาด ถือว่าเป็นการขอร้องจากแม่ซักครั้งเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่" พระชายาโยอึยอยู่เฝ้าองค์ชายลีซาน
ที่นั่งหมดอาลัยด้วยความเป็นห่วง องค์ชายลีซานเห็นก็รับสั่งให้กลับไปพักผ่อน "หึ
ถ้าอย่างงั้น แล้วองค์ชายล่ะ" "ข้ากำลังใช้ความคิดบางอย่าง เดี๋ยวค่อยกลับไปนอน" "
ถ้าไม่เห็นว่าเกะกะ หม่อมฉันจะขออยู่ด้วยได้ไหมเพคะ
ลมหนาวแค่นี้ไม่ทำให้หม่อมฉันป่วยหรอกเพคะ ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า
ถ้าองค์ชายจะอยู่ที่นี่ หม่อมฉันก็ขออยู่เป็นเพื่อนด้วย หม่อมฉัน
จะไม่ปล่อยให้องค์ชายอยู่ตามลำพัง เผชิญกับปัญหา
หรือเป็นเพราะตัวเองกลัวหนาวเลยหนีไปหาไออุ่นคนเดียว เพราะฉะนั้น ทรงให้หม่อมฉัน
ช่วยแบ่งเบาภาระขององค์ชายซักนิดได้ไหมเพคะ" องค์ชายลีซานทรงคิดบางเรื่อง
แล้วก็รับสั่งให้ฮงกุกยองกับแชจีคยอมเข้าเฝ้า
"จะทรงปรับโครงสร้างใหม่หรือพ่ะย่ะค่ะ" " ใช่ ถึงเราจะสืบจนรู้ว่า
ใครวางแผนคิดปองร้ายข้า จากนั้นก็มีการลงโทษ จบแล้วก็แล้วไป
ถ้าให้มีประโยชน์มากกว่านี้ คือลดอำนาจพวกขุนนางหัวเก่า
แล้วเปลี่ยนใช้คนใหม่ที่ถูกมองข้ามมานาน ให้พวกเขาได้แสดงความสามารถบ้าง" แช
จีคยอมเห็นด้วย "เป็นความคิดที่ไม่เลวก็จริง แต่ไม่อาจดำเนินการได้ง่ายนัก
นับแต่ฝ่าบาทครองราชย์มา ก็ทรงคิดจะปฏิรูปมาหลายปี
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จนะพ่ะย่ะค่ะ" "เรื่องนี้ข้าก็รู้ แต่จากเหตุระเบิดคราวนี้
พวกเขาถือว่าเป็นหนี้บุญคุณข้า จะทำอะไรคงไม่กล้าคัดค้านอีก" "ถ้าอย่างงั้น
ต้องลองคุยกับแกนนำของพวกเขาคือเจ้ากรมปกครอง
หยั่งเชิงดูว่าจะเห็นด้วยกับเราหรือเปล่า" "อึม งั้นก็ได้ แต่มีเรื่องหนึ่ง
ต้องให้ใต้เท้าแชช่วยจัดการให้ด้วย" "เชิญรับสั่งมาได้" " ข้าอยากแก้ปัญหาการค้า
ที่ช่วงหลังเกิดขัดแย้งกับต้าชิงมานาน ถ้าการค้าถูกปิดกั้น
จะทำให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองเราย่ำแย่อย่างหนัก ด้วยเหตุนี้
ข้าจะให้มีคณะทูตพิเศษเดินทางไปยังต้าชิง พร้อมกับหนังสัตว์ โสมและยา
คือสิ่งที่เรานำไปเสนอขาย หรือแลกกับสินค้าจากต้าชิง เช่นแพรพรรณ กระดาษ
และเสบียงอาหารต่างๆ ที่เราขาดแคลน แต่ก่อนอื่นให้ท่านหาคนที่จะร่วมเดินทาง
เตรียมแผนงานมาให้ดูก่อน" "ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" คิม
ซังกุงให้คนไปสืบว่าองค์ชายลีซานไปดื่มเหล้ากับใคร พอรู้ก็รีบมาทูลพระชายาโยอึย
แต่พระชายาโยอึยกลับมองว่าซองซงยอนทำให้องค์ชายลีซานดีขึ้นก็ถือว่าดีแล้ว
คิมซังกุงจึงนำเรื่องนี้ไปทูลพระพันปีเฮคยอง องค์ชายลีซานเรียกแชซกจูมาพบ
และบอกว่ามีข้อเสนอบางอย่างจะคุยด้วย " ก่อนจะพูดเรื่องข้อเสนอ
ข้าอยากถามท่านว่า,รู้หรือเปล่าว่าหมู่นี้ ฮงกุกยองทำอะไรอยู่
เขารับพระบัญชาจากฝ่าบาท สืบคดีวางระเบิดในงานรื่นเริงว่ามีใครเกี่ยวข้องด้วยอีก"
แชซกจูตกใจ "หา เอ่อ คดีวางระเบิดในงานรื่นเริง ก็ไหนฝ่าบาทมีรับสั่งว่า
นั่นเป็นอุบัติเหตุ ให้จบไปแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" " มันเป็นอุบัติเหตุหรือไม่
ใต้เท้าและข้า รวมถึงฝ่าบาทต่างก็รู้แก่ใจดี คนที่ฮงกุกยองกำลังตรวจสอบอยู่
มีชื่อท่านรวมอยู่ด้วย" แชซกจูยิ่งตกใจมาก ชองโฮคยอมเห็นสีหน้าของแชซกจูแปลกๆ
ก็ถามว่า "ใต้เท้า ทำไมสีหน้าดูแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ" " เจ้ารู้มั้ยว่า
หมู่นี้ฮงกุงยองกำลังทำอะไรอยู่บ้าง เขารับพระบัญชาจากฝ่าบาท
ให้สืบเบื้องหลังของพวกเรา นึกว่าเรื่องจะจบแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่
มีการสาวลึกต่อไปอีก เจ้าต้องระวังด้วยล่ะ" ชองโฮคยอมรีบไปบอกองค์หญิงวาวานทันที
"เจ้าบอกว่าไงนะ จะไปรวมกับคณะทูต ไปเจรจาการค้าที่ต้าชิงงั้นหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉันจะไปต้าชิง" "ถึงจะไปก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมต้องเป็นเวลานี้ มีเหตุผลอะไร"
"เพราะฝ่าบาทมีรับสั่ง ให้องค์ชายและฮงกุกยอง
เปิดโปงเบื้องหลังของขุนนางที่อยู่ขั้วอำนาจเก่า" "หา อะไรนะ
แปลว่าเรื่องนั้นยังไม่จบอีกหรือ" "พ่ะยะค่ะ ด้วยเหตุนี้
หม่อมฉันจึงต้องหลบไปชั่วคราว" "เฮ่อ ดีเหมือนกัน เดินทางไปต้าชิง
ถือว่าพักผ่อนแล้วค่อยกลับมาก็ได้"

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ 31


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 32

พระพันปีเฮคยองเรียกตัวซองซงยอนมาพบ "รู้มั้ยว่าทำไมข้าถึงให้เจ้ามาพบ" "เอ่อ
ขอทรงอภัยเพคะ คือ หม่อมฉันไม่ทราบว่าเพราะอะไร" " งั้นหรือ
หลายวันก่อนเห็นว่าองค์ชาย ออกจากวังไปดื่มเหล้า มีคนมาบอกว่า
วันนั้นเจ้าคอยปรนนิบัติเขาอยู่ เป็นความจริงหรือเปล่า ทำไมไม่ตอบล่ะ
ข้าถามว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า" "เอ่อ จริง จริงเพคะ เอ่อ แต่ว่าพระชายา" "
เรื่องนี้ยังไม่เท่าไหร่ ยังมีหลายครั้งที่เจ้าเข้าวังมาพบองค์ชายโดยพละการ
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเจ้ากล้าหว่านเสน่ห์ ให้องค์ชายช่วยเลื่อนฐานะ
จากคนงานเป็นช่างเขียนรูป เป็นความจริงหรือเปล่า" "เอ่อ คือ พระชายา"
"ช่างเป็นผู้หญิงที่บังอาจนัก เห็นกฎในราชสำนักไม่มีความหมาย
นึกจะทำอะไรก็ทำได้งั้นหรือ" พระชายาโยอึยแทรกขึ้น "เสด็จแม่เพคะ
นี่คงเป็นการเข้าใจผิด ถ้าไงให้หม่อมฉัน" "พินกุง เจ้าไม่ต้องพูด" "แต่ว่าเสด็จแม่
ผู้หญิงคนนี้ เป็นเพื่อนที่องค์ชายรู้จักมานาน" " เพื่อนอะไรกัน
เจ้าบอกว่าเป็นเพื่อนงั้นหรือ เป็นแค่คนงานต่ำต้อย
ทำไมไม่เจียมตัวกล้าเป็นเพื่อนกับองค์ชายเชียวหรือ เจ้าก็ช่างเหลือเกิน
ลูกซานไม่ได้สนิทกับนางใน หากแต่เป็นคนงานต่ำต้อย เรื่องแบบนี้จะมีผลต่ออนาคตของเขา
เจ้าไม่รู้บ้างหรือไง แล้วยังกล้าปิดบังข้าและแก้ตัวแทนนางอีก" "เสด็จแม่เพคะ"
"แค่คิด ถึงความผิดที่เจ้าก่อไว้ ข้าก็แทบอยากเฆี่ยนตีให้หนัก
และขับออกจากศูนย์ศิลปะด้วยซ้ำ แต่เพื่อเห็นแก่พินกุงและองค์ชาย
ข้าจะละเว้นเจ้าไว้ก่อน แต่นับแต่บัดนี้ ห้ามเจ้าพบองค์ชายโดยไม่มีเหตุผลอีก ถ้าหาก
ให้ข้าได้ยินว่ามีการไปมาหาสู่ ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้าอีกเลย เข้าใจหรือเปล่า
ทำไมไม่ยอมตอบล่ะ" "เพคะ พระชายา" พระชายาโยอึยพยายามจะอธิบายให้พระพันปีเฮคยองฟัง
แต่พระนางบอกว่าจะจัดการเอง ส่วนซองซงยอนกลับออกไปก็ร้องไห้เสียใจมาก
องค์ชายลีซานกลับมาเป็นคนเดิม และชวนฮงกุกยองกับพวกเทซูไปเที่ยวหอนางโลม
"นี่หรือหอนางโลมที่พวกเจ้ามาบ่อยๆ ทีหลังมีอะไรดีๆ อย่าปิดเงียบไว้
ชวนข้ามาเปิดหูเปิดตาบ้างนะ" "เฮ่อๆๆ หม่อมฉันจะรินเหล้าให้อีก"
"วันนี้เราจะดื่มให้เต็มที เพราะนับแต่นี้ อาจไม่มีเวลาได้มาดื่มเหล้าอีก" "แหะ
องค์ชาย" "เฮ่อๆๆ เพราะข้ามีงานให้พวกเจ้าทำอีกมาก ต่อไป
พวกเจ้าจะไม่ได้หยุดพักด้วยซ้ำ" "เชิญรับสั่งมาได้พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉัน
พร้อมจะรับงานหนักอยู่แล้ว" "พวกเราก็เหมือนกัน ยินดีถวายชีวิตเพื่อองค์ชาย" "หึๆ
ขอบใจมาก มา มาดื่มอีก" ลี ชองกับดัลโฮคิดจะชวนกันหาทางที่จะไปกับคณะทูต
เพื่อไปต้าชิง จึงพากันไปขอร้องให้ฮงกุกยองช่วย ฮงกุกยองก็รับปาก ทั้งสองดีใจมาก
และพอประกาศรายชื่อศูนย์ศิลปะ ช่างเขียนตั๊กกับลีชองได้ไป และมีโชบีกับซองซงยอน
ซึ่งซองซงยอนนั้น
พระพันปีเฮคยองสั่งให้ฮงพงฮันจัดการคังซังกุงเข้าเฝ้าพระมเหสีจองซุนทูลว่า
"ทรงทราบหรือยังเพคะ ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้ยกเลิกการฉลองวันประสูติของพระมเหสี
และไม่ให้เหล่าขุนนางมาถวายพระพรด้วย พระมเหสี" "แค่นี้ทำไมต้องตื่นเต้น
ไม่ต้องมาพูดเสียงดังนักหรอก เห็นว่าชองโฮคยอม จะไปกับคณะทูตด้วยใช่ไหม"
"ใช่แล้วเพคะ" " น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง นึกว่าจะกล้าซะแค่ไหนเชียว ท่านน่ะ
อย่าตกอกตกใจนัก แค่ทำตามคำสั่งข้าก็พอ ถ้าใครคิดว่าข้าจะหมดฤทธิ์
ยอมเก็บตัวอยู่ในตำหนักละก้อ ถือว่าผิดอย่างมหันต์ รอให้ชองโฮคยอมกลับมาเมื่อไหร่
ข้าจะมีของขวัญไว้คอยท่า ถ้ารู้ว่าข้ามีอะไรอยู่ในกำมือละก้อ ทั้งองค์ชาย
และพวกนั้น จะตกตะลึงจนตาค้าง" พระพันปีเฮคยองเรียกซองซงยอนเข้ามาพบอีกครั้ง "
วันก่อนข้ายังไม่รู้เรื่องของเจ้าดีนัก เลยใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย
แต่ชายาโยอึยได้มาบอกข้า ว่าสมัยที่องค์ชายยังเล็ก
ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าและเพื่อนอีกคน และทุกครั้งที่เขาเดือดร้อน
เจ้ามักจะคอยปลอบใจอยู่เรื่อย มานึกๆ ดู ก็ถือเป็นความดีของเจ้าเหมือนกัน" "เอ่อ
ไม่เป็นไรมิได้เพคะ" " ถึงอย่างงั้นก็เถอะ
ความคิดที่ไม่อยากให้เจ้าอยู่ใกล้องค์ชายก็ยังไม่เปลี่ยนหรอกนะ
เพราะข้ารู้นิสัยลูกดี จึงเห็นว่าเจ้าไม่เหมาะจะสนิทกับเขาให้มากนัก" "เอ่อ
พระชายา" "ได้ยินว่าพรุ่งนี้ จะมีคณะทูตเดินทางไปเยือนต้าชิง
ข้าสั่งให้ฝ่ายเตรียมงาน ใส่ชื่อเจ้าลงไปด้วย" ซองซงยอนอึ้งไป
"แต่เจ้าไม่ต้องไปยุ่งกับพวกทูตหรอก ข้าจะให้ไปอยู่กรมศิลปะแห่งต้าชิง" "อะไรนะเพคะ
กรมศิลปะ ต้าชิงหรือ" " ใช่ นั่นเป็นที่ๆ รับคนจากต่างเมือง
เพื่อถ่ายทอดศิลปะแขนงต่างๆ เรื่องอื่นข้าได้อำนวยความสะดวกให้หมดแล้ว
เจ้าแค่ไปเตรียมตัวเดินทางก็พอ" "เอ่อ แต่ว่า ทำไม จู่ๆ
ให้หม่อมฉันไปต่างเมืองล่ะเพคะ ถ้าไปเรียนที่ต้าชิง ต้องใช้เวลา" " ใช่ อย่างเร็วก็
5 ปี ถ้านานกว่านั้นก็อาจจะสิบปีขึ้น ไม่แน่นัก
ข้ารู้ว่านี่เป็นงานหนักสำหรับผู้หญิง แต่ว่า การได้เรียนศิลปะที่ต้าชิง
ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อไปแล้ว จงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่เถอะนะ" "เอ่อ คือ
แต่ว่าหม่อมฉัน" " พูดขนาดนี้ยังไม่เข้าใจความหมายอีกหรือ เจ้าคงรู้ว่า
สภาพขององค์ชายตอนนี้อยู่ในฐานะอะไร เขาจะไม่มีสิทธิ์
ไม่สามารถทำอะไรที่ผิดพลาดได้เลย สมัยก่อนอดีตรัชทายาทซาโต
ก็เคยพาผู้หญิงข้างนอกมาอยู่ในวัง ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เข้าใจหรือเปล่า
ฉะนั้นองค์ชายลีซานจะเอาอย่างไม่ได้ เพราะหลายฝ่ายคอยจ้องจับผิดเขาอยู่
และถ้าทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย สิ่งที่เราสร้างมาอย่างยากเย็นก็จะหมดความหมาย
ถือว่าข้าขอร้องเถอะนะ ถ้าเจ้ายังมีความห่วงใยต่อเขาบ้าง
ถ้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงความเจริญของเขา ก็จงไปเงียบๆ เถอะ
ถือว่าเห็นแก่เจ้าและเห็นแก่องค์ชาย อย่าอยู่ที่นี่ดีกว่า"
ซองซงยอนรับฟังแล้วถึงกับสะอื้นไห้ พอออกจากตำหนักมาก็พบกับองค์ชายลีซาน "ซงยอน
เข้าวังตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ เห็นว่าการเขียนพระรูปใกล้เสร็จแล้วใช่ไหม
เจ้ามาเพราะเรื่องนี้หรือ" "เอ่อ ใช่แล้วเพคะ" "มีเรื่องอะไรหรือเปล่า หือ
เจ้าร้องไห้มาหรือนี่" "เอ่อ เปล่าหรอกเพคะ" "เกิดอะไรขึ้นนี่ บอกข้ามาเร็ว" ซอง
ซงยอนสะกดน้ำตาของนางไว้ และขอตัวจากไป
พอถึงศูนย์ปาร์คยองมุนก็แสดงความยินดีกับนางด้วย และพอถึงบ้าน
เทซูกับดัลโฮก็แปลกใจมากที่รู้ว่าซองซงยอนต้องเดินทางไปต้าชิงด้วย
และยิ่งรู้ว่าต้องไปอยู่ห้าปี เทซูก็โวยวายไม่ให้ไป ซองซงยอนต้องปราม "
เจ้าเคยบอกว่า อยากเห็นข้าเป็นจิตรกรที่เก่งที่สุดไม่ใช่หรือ ถ้าเรียนจบกลับมา
ไม่แน่ข้าอาจได้เป็นจิตรกรแถวหน้าจริงๆ ฉะนั้น ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ
เจ้าควรดีใจแทนข้ามากกว่า แค่นี้ข้าก็ดีใจจะแย่แล้ว แหะ เจ้า
ไม่เห็นด้วยอย่างงั้นหรือ" "เจ้า ไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลย" "เทซู" " ฮือ
เคยนึกถึงข้ากับท่านอาบ้างมั้ย ห่วงแต่ความก้าวหน้าของตัวเองใช่ไหม หา
ใครจะพูดยังไงก็ช่าง เจ้านึกจะไปก็ไป ไม่ห่วงคนอื่นแล้วสิ" ดัลโฮดุ "นี่
เงียบเถอะน่า โวยวายจริง" " ไม่ต้องยุ่ง ท่านอา ได้ยินหรือเปล่า
นางไม่ได้ห่วงแต่ตัวเองหรอกหรือ เอาซี่ อยากไปก็ไปเลย หือ เฮ่ย ถ้าอยู่ 2-3
ปีคงไม่พอ มันต้อง 10-20 ปีขึ้น
ถึงจะเป็นจิตรกรที่เก่งหรือไม่ก็อยู่ต้าชิงเลยสิ้นเรื่อง เอามั้ยล่ะ โอ๊ย เฮ่ย"
เทซูประชด ซองซงยอนได้แต่ถอนใจ และเย็นนั้นองค์ชายลีซานก็เสด็จมาหาซองซงยอน
พระองค์คิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆ "หึ องค์ชาย ทำไมเสด็จมาที่นี่ล่ะเพคะ" "
ไม่มีอะไรหรอก นอกจากมาหาเจ้า เพราะเรื่องเมื่อกลางวัน ทำให้ข้าคาใจมาตลอด
เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ทำไมถึงได้เข้าวัง ที่จริงจะถามวันหลังก็ได้
แต่รู้สึกทนกับความข้องใจไม่ไหว" "หึ องค์ชาย" "ข้าว่าต้องมีอะไรแน่
เพราะท่าทางเจ้าเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้นใช่ไหม" "หึ ไม่มีหรอกเพคะ
ไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ" " ถ้าไม่มีอะไรจริง เจ้าเป็นคนร่าเริง ทำไมทำหน้าเศร้าล่ะ
ถ้าไม่อยากบอกให้ข้ารู้ ข้าก็จะไม่ถาม แต่ว่าถ้ามีอะไรจริง
ต้องเปิดโอกาสให้ข้าบ้างล่ะ" "เปิดโอกาสอะไรหรือเพคะ" "ลองคิดดู หลายปีที่ผ่าน
มีแต่เจ้ากับเทซูที่คอยช่วยข้า ข้าไม่เคยได้ทำอะไรเพื่อพวกเจ้าบ้างเลย
แถมยังดื่มเหล้าเมามายต่อหน้าพวกเจ้า ระบายอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่อีก
แต่พวกเจ้ากลับไม่พูดอะไร มีแต่คอยปลอบใจครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป
ที่จะให้ข้าปลอบใจบ้าง ข้าก็อยากเป็นเพื่อน ที่อยู่เคียงข้างพวกเจ้าเหมือนกัน" "หึ
องค์ชาย" "อะไรนี่ จะเก็บของไปไหนหรือ" "เอ่อ อ้อ คือ เอ่อ จะเอาไป
ใช้ที่บ้านน่ะเพคะ" "งั้นหรือ" "เพคะ" "พู่กันเก่าขนาดนี้ ทำไมยังใช้อยู่อีก
ไม่ใช้ของที่ข้าให้ล่ะ" "เอ่อ พวกนั้น หม่อมฉันไม่อยากใช้ เพราะกลัวเสียน่ะเพคะ"
"อะไรนะ หึๆ นึกว่าเจ้าเป็นคนฉลาดนัก ทีแท้ก็โง่ ไม่ต่างกับคนอื่นเลย
ลุกขึ้นเร็วเข้า ไม่ได้ยินหรือ ข้าบอกให้ลุกขึ้นไง" "เอ่อ คือ"
องค์ชายลีซานชวนซองซงยอนไปเที่ยวสถานที่ซึ่งพบกันครั้งแรกตอนเด็ก " เฮ่อๆๆ
ถ้าอย่างงั้น เจ้าเคยเรียกชื่อข้าอยู่แถวนี้ ยังจำได้ไหม ผ่านไปหลายปี
คงต้องหัดเรียกใหม่แล้ว เร็วเข้า ข้ามีชื่อว่าลีซาน ไหนลองเรียกดูซิ" "เอ่อ
องค์ชาย" ซองซงยอนอึกอัก "ยังอีก เรียกแถวนี้ไม่เห็นจะเป็นไรเลย กลัวอะไรเล่า
เรียกซี่" "เอ่อ ซาน อาซาน หึ" "เฮ่อๆๆ ดูสิ นี่สวยมั้ย" ซองซงยอนแอบไปซื้อที่ติดผม
ซึ่งทำจากหินโมรา เสร็จแล้วมีขโมยมาเอาไป พ่อค้าร้องให้คนช่วย
องค์ชายลีซานได้ยินก็เข้ามาดูซองซงยอน "ซงยอน เป็นไรหรือเปล่า เป็นไงบ้าง
เจ็บขามากมั้ย" "หึ ไม่เป็นไรค่ะ เพียงแต่รู้สึก" "งั้นหรือ มา ข้าจะพยุงเจ้า อ้าว
นี่ เป็นไง พอไหวมั้ย ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า" "หึ ดีขึ้นมากแล้วเพคะ" "ข้าจะประคบให้
เห็นเขาว่าเวลาเท้าแพลง ใช้น้ำแข็งประคบจะดีที่สุด หึ" "อุ๋ย หม่อมฉันทำเองก็ได้" "
ไม่เป็นไร เจ้าอย่าถือตัวนักเลย เท้าบวมตั้งขนาดนี้ ยังทำอวดเก่งไม่ยอมให้ประคบอีก
ทีหลังต่อหน้าข้า อย่าทำเป็นดื้อไม่เข้าเรื่องอีกล่ะ รอให้เจ้าขาหาย
เราจะชวนเทซูอีกคน หาที่ๆ มีทิวทัศน์สวยๆ ไปเที่ยวให้พอ เจ้าว่าดีหรือเปล่า" "หึ
ดีเพคะ หม่อมฉันจะบอกเขา ให้ไปหาสถานที่เตรียมไว้" "ก็ดี แล้วข้าจะรอฟังข่าว
ตกลงแล้วค่อยมาบอกข้า แต่หวังว่าคงไม่นานล่ะ" "หึ ไม่นานหรอกเพคะ"
และก่อนออกเดินทาง เทซูก็บอกกับซองซงยอนว่าถ้านางไม่กลับมา เขาจะเป็นฝ่ายไปหาเอง
"เทซู" " เอ่อ เพราะฉะนั้น เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ กินข้าวให้ตรงเวลา
อย่าเอาแต่เขียนรูปทั้งวัน จนนิ้วบวมอีกล่ะ ถ้าข้าไปเยี่ยมแล้ว เห็นเจ้าอยู่ไม่สบาย
ข้าจะแบกเจ้ากลับมาให้ได้ เข้าใจมั้ย" "อึม ข้ารู้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะทำตามที่สั่ง"
"อึม ดี ฮือ แล้ว เจ้าไปทูล องค์ชายหรือยัง ยังใช่ไหม" "อึม ใช่" "ช่างโง่จริงๆ
เจ้าเห็นข้ากับองค์ชายเป็นอะไรน่ะ ไม่เห็นเราเป็นเพื่อนแล้วใช่ไหม เฮ่ย" "เอ่อ เทซู
ข้ามีเรื่องจะรบกวนหน่อย หึ" ฮงกุกยองรายงานองค์ชายลีซานว่า "
จากการตรวจสอบอย่างลับๆ พบว่าเจ้ากรมแรงงานและผู้ว่าเมืองหลวง
มีการไปมาหาสู่กับเหล่าพ่อค้า อีกทั้งเข้าออกบ้านอดีตเสนาซ้าย "คิมซองจุน"
บ่อยจนผิดสังเกตพ่ะย่ะค่ะ" "ดูความเคลื่อนไหวของพวกเขาต่อไป
ยิ่งจับผิดได้มากเท่าไหร่ เราก็จะทำให้พวกเขาอ่อนข้อได้ง่ายขึ้น" "พ่ะย่ะค่ะ"
"วันนี้คณะทูต จะเดินทางไปต้าชิง ทรงทราบมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "รู้
เห็นว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยง" "องค์ชายไม่ไปส่งหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ข้าคงไปไม่ได้
เพราะตอนเที่ยง มีรายงานจากสามกรมใหญ่เข้ามา" "หม่อมฉันมาทูลลาพระมารดา"
"ยังไงก็ตามแต่ ไม่มีเจ้าอยู่กับข้า ข้าก็อดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้" "
พระมารดาทรงวางพระทัย ถือซะว่า เราวิ่งจนเหนื่อยแล้ว เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนฝีเท้า
ไปต้าชิงคราวนี้ นอกจากจะเจริญสัมพันธ์ไมตรี หาลู่ทางการค้าใหม่ๆ
ยังอาจได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้าชิง กลับมาเมื่อไหร่ หม่อมฉันจะมีข่าว ดีมาฝาก
ให้พระมารดาพอพระทัย" "เอาเถอะ ข้าก็หวังพึ่งเจ้าคนเดียว จริงสิ
วันนี้ข้าได้ยินข่าวน่าสนุก มาจากในวังอย่างหนึ่งด้วยแน่ะ" "ข่าวอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"
พระเจ้ายองโจมีรับสั่งกับองค์ชายลีซานว่า " เจ้าเมือง "ซูชอง"
ส่งรายงานมาว่ามีกลุ่มคนเร่ร่อน แถว "กวานตง" "กวานปุก" และ "กวานเซ"
ตั้งตัวเป็นโจรป่าท้าทายทางการ เจ้าคิดว่าจะทำไงดี" "
เพราะความอดอยากทำให้กลุ่มคนเร่ร่อนมักรวมตัวเป็นโจร หรือไม่ เราก็ต้องแจกเสบียง
เพื่อบรรเทาความหิวโหยไปพลางก่อน ก็จะแก้ปัญหาได้พ่ะย่ะค่ะ" "ฝ่าบาท
หม่อมฉันจะขอเฝ้า" มหาดเล็กรายงาน "เข้ามาสิ" "ฝ่าบาท
ของที่รับสั่งมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "อึม งั้นหรือ เอามาดูซิ อึม อึม ให้เจ้าดู"
"นี่มันเป็น ภาพดอกเหมยนี่พ่ะย่ะค่ะ" " ใช่ หลายวันก่อนจู่ๆ อยากเห็นภาพดอกเหมย
เลยให้ช่างเขียนที่มา เป็นคนงานของศูนย์ศิลปะช่วยเขียนให้หน่อย และเด็กคนนั้นบอกว่า
เพราะนโยบายใหม่ของเจ้า ทำให้คนงานได้เป็นช่างเขียน เจ้ารู้จักเด็กคนนี้หรือเปล่า"
"ไม่ทราบว่า นางเป็นคนงานชื่อซองซงยอนใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ" "แสดงว่ารู้จักนางดี
อายุยังน้อย แต่มีพรสวรรค์ที่หายากนัก" "หึ พ่ะย่ะค่ะ ให้เป็นแค่คนงาน
หม่อมฉันรู้สึกเสียดายความสามารถของนาง" " ใช่ ข้าก็คิดอย่างงั้น
กำลังคิดว่าอีกซักพักจะเรียกตัวมาเขียนรูปอีก บอกไปทางศูนย์ศิลปะหรือยัง
ว่าอีกครึ่งเดือน ข้าจะให้นางมาเขียนรูปอีก" มหาดเล็กทูลว่า "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ
เรื่องนี้ เห็นจะมีปัญหาซะแล้ว" "มีปัญหาหรือ เพราะอะไร" "คือว่า คนงานคนนี้
วันนี้ต้องติดตามคณะทูต ไปยังต้าชิงพ่ะย่ะค่ะ" "งั้นหรือ"
องค์ชายลีซานได้ยินเช่นนั้นก็ทรงอึ้งไป
พอกลับตำหนักก็เรียกเทซูมาพบและถามว่าซองซงยอนตามคณะทูตไปต้าชิงจริงหรือไม่
"จริงพ่ะย่ะค่ะ" " งั้นก็น่าแปลก เมื่อคืนข้าก็เพิ่งเจอนาง
ไม่เห็นพูดอะไรซักคำนี่นา ไปแบบนี้อย่างน้อยต้อง 3-4 เดือนถึงจะกลับ
ข้ายังไม่ได้ล่ำลานางซักคำเลย" "เอ่อ องค์ชาย คิดว่านาง อีก 3
เดือนก็ไม่ได้กลับมาหรอกพ่ะย่ะค่ะ" "อะไรนะ" "เพราะว่า ถ้าไปอยู่กรมศิลปะของต้าชิง
หัดเขียนรูปแล้ว ต้องใช้เวลานานถึงจะกลับได้พ่ะย่ะค่ะ" "ใช้เวลานานหรือ นานแค่ไหน"
"เอ่อ เห็นบอกว่า ถ้านาน ก็ต้องเป็นสิบปีขึ้น จริงๆ แล้ว
หม่อมฉันได้รับการไหว้วานจากนาง จะมาเฝ้าองค์ชายอยู่เหมือนกัน" "หา หึ นี่คืออะไร"
"เป็นจดหมายที่ นางฝากมาถวายให้องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ"
ซองซงยอนเขียนจดหมายถึงองค์ชายลีซานว่า " หม่อมฉันต้องใช้จดหมาย
เพื่อกล่าวคำทูลอำลาองค์ชาย ขอทรงอภัยด้วยเพคะ แม้จะไปโดยไม่ได้ทูลลาซึ่งหน้า
แต่ช่วงเวลาที่ผ่าน มิตรภาพที่เรามีต่อกัน เป็นสิ่งที่หม่อมฉัน
จะเก็บไว้เป็นความทรงจำ อันล้ำค่าตราบจนชั่วชีวิต ยังทรงจำได้ไหมเพคะ
ตอนที่ยังเด็กหม่อมฉันอยู่คนเดียวไร้ญาติขาดมิตร จู่ๆ ก็มีองค์ชายเข้ามา
ยอมรับหม่อมฉันเป็นเพื่อนสนิท ที่สำคัญ
สิ่งที่หม่อมฉันหวังมานานแต่ไม่กล้าอาจเอื้อม ก็ได้ถูกองค์ชาย แนะนำจนตาสว่าง
หม่อมฉันจะเป็นช่างเขียนให้ได้ เหมือนที่เคยรับสั่ง และเราเคยตกลงไว้
จะไม่คิดว่าเกิดมาต่ำต้อย ไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงจนละทิ้งความฝัน ที่กลัดผมอันนี้
หม่อมฉันขอถวายให้องค์ชาย เป็นสิ่งแทนน้ำใจ คนขายบอกว่าทำจากหินล้ำค่าเรียกว่าโมรา
แม้ว่า มันจะไม่มีราคาค่างวดมากนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ
สามารถเก็บได้นานปีโดยไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับความรู้สึกของหม่อมฉัน ที่กี่ปีๆ
ก็ไม่เคยเปลี่ยนไป หม่อมฉันจะไม่ลืมองค์ชายเลย ไม่ว่าวันเดือนเคลื่อนคล้อย
หรือแม้แต่ ถึงวันที่ทุกคนแก่เฒ่า ช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้องค์ชาย
มีทั้งสุขและรอยยิ้ม หม่อมฉัน จะไม่มีวันลืม ทรงถนอมพระวรกายด้วยเพคะ ขอองค์ชาย
ทรงพระเจริญ"

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ 32

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 33

องค์ชายลีซานไปที่ศูนย์ศิลปะเพื่อสอบถามเรื่องของซองซงยอน
ทำให้รู้จากปาร์คยองมุนว่าคนที่สั่งให้ซองซงยอนไปเรียนต่อคือฮงพงฮัน
และเขาเชื่อว่าเป็นเพราะพระพันปีเฮคยองทรงชื่นชอบความสามารถของนาง
องค์ชายลีซานกลับมาที่ตำหนัก ทรงนิ่งคิดแล้วก็ตัดสินใจจะไปเฝ้าพระมารดา
พอดีพระพันปีเฮคยองเสด็จมาก่อน "จะเสด็จไปตำหนักอุนยางหรือ" " ใช่จ้ะ
หมอหลวงบอกว่าสำหรับคนที่ร่างกายอ่อนแออย่างพินกุง,ไม่มีอะไรดีกว่าการแช่ น้ำแร่
แม่เองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกมาหลายปี ถ้าไงถือโอกาสนี้ ไปกับพวกเจ้าสองคน
เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ เจ้าว่าดีหรือเปล่าจ๊ะ" "แต่ว่า ถ้าหม่อมฉันไปแล้ว
ในวังจะไม่มีใคร กลัวว่าฝ่าบาทอาจจะ" " ข้อนี้เจ้าไม่ต้องห่วง
ข้าได้นำความขึ้นทูลและฝ่าบาทก็ทรงอนุญาตแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องงานพักเอาไว้ก่อน
ไปเที่ยวกับพินกุงให้สบายเถอะนะลูกนะ เมื่อก่อนมีปัญหารอบด้าน
ทำให้เจ้าห่างเหินนางมากไม่ใช่หรือ แม่เองก็เคยบอกแล้ว
หน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือการมีทายาทสืบสันตติวงศ์ การที่ฝ่าบาททรงอนุญาตให้เราไป
ก็เห็นได้ชัดว่า พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น
ถือว่าเห็นแก่แม่ซักครั้ง เจ้าจงปล่อยวางทุกอย่างแล้วไปพักผ่อนเถอะนะ"
"ก็ได้พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ หม่อมฉันจะทำตาม" "ดีมากลูกรัก งั้นเจ้าก็พักผ่อนเถอะนะ
แม่คงต้องกลับไปก่อน" "เดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ จริงๆ แล้ว หม่อมฉันมีอีกเรื่อง
จะขอทูลถามเสด็จแม่หน่อย" "อ้อ มีอะไรจะถามแม่หรือจ๊ะ พูดมาได้เลย" "เสด็จแม่
รู้จักคนงานหญิง ที่อยู่ศูนย์ศิลปะ ชื่อซองซงยอนมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "เอ่อ ใช่
แม่รู้จักดี พักก่อน นางเคยเขียนภาพฉากบังลมให้ตำหนักของพินกุง
ทำไมเจ้าเอ่ยถึงนางล่ะ" " หม่อมฉันได้ยินว่านาง จู่ๆ ถูกส่งไปอยู่กรมศิลปะที่ต้าชิง
ที่สำคัญ คนที่ระบุชื่อให้นางไป ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นท่านตา
เสด็จแม่ทรงทราบมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "เอ่อ ทำไมจะไม่รู้
เพราะคนที่สั่งท่านตาอีกต่อหนึ่งก็คือแม่นี่แหละจ้ะ" "เสด็จแม่หรอกหรือ" " ใช่
หลังจากได้เห็นผลงานของนางที่เขียนฉากบังลมให้พินกุงแล้ว
รู้สึกเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ไม่น้อย แถมยังรู้อีกว่า
สมัยก่อนนางได้รุ้จักเจ้าด้วยเหตุบังเอิญบางอย่าง เป็นอย่างงั้นใช่ไหม
ในเมื่อนางมีความสามารถพิเศษ อีกทั้งมีความดีความชอบเคยช่วยเจ้าไว้หลายครั้ง
แม่เลยอยากส่งเสริมให้ยิ่งไปไกล โดยเฉพาะ ให้นางได้เป็นช่างเขียนตามที่คิดไว้
แม่นึกว่าถ้าเจ้าได้ยินข่าวนี้คงดีใจมาก เลยไม่ได้บอกให้รู้ก่อน แล้วทำไม
มีปัญหาอะไรหรือจ๊ะ ลูกซาน" "ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันก็ดีใจ
แต่จะขอถามเสด็จแม่อีกนิด นางยอมรับ
ข้อเสนอของเสด็จแม่ด้วยความยินดีหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ เพราะรู้มาว่า
เป็นคำสั่งที่ออกมากระทันหัน นางคงตกใจมาก" "ไม่เลยซักนิด นางจะตกใจได้ยังไง
นางยังบอกแม่ว่า เป็นความโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนด้วยซ้ำ" "จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"จริงสิจ๊ะลูก นางยินดีมากที่จะไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ข้อนี้แม่รับรองได้"
ฮงกุกยองให้เพื่อนช่วยสืบบางเรื่องให้ แล้ววันนี้ก็มาฟังคำตอบ "
เหมือนที่เจ้าคาดการณ์ เจ้ากรมแรงงาน เจ้ากรมโยธา "ปาร์ควอนเมียง" ผู้ว่าเมืองหลวง
"แพ่กตงจี" อดีตเสนาซ้าย "คิมซองจุน" ไปเข้ากับพวกอำนาจเก่านานแล้ว
โดยเฉพาะคิมซองจุนตั้งแต่กลับไปบ้านเกิด ก็เปิดโรงเรียนที่ "จินซาน"
เพื่อหวังจะขยายอิทธิพล" "เขาจินซานน่ะหรือ" "ใช่ เขาไปอยู่นั่น
ได้รับแรงหนุนจากคนในพื้นที่ มีอิทธิพลไม่น้อยกว่าทางการด้วยซ้ำ" "
พวกนี้ชอบใช้โรงเรียนบังหน้า แต่ถ่ายทอดความรู้ที่บิดเบือน กดขี่ราษฎร
บางครั้งถึงขั้นใช้กำลังข่มขู่ ถือเป็นพวกบ่อนทำลายชัดๆ ไปสืบอีกครั้ง
อย่าให้มีผลกระทบมาถึงเมืองหลวง ถ้ามีช่องทางก็ต้องกวาดล้าง คราวนี้ไม่ว่ายังไง
เราต้องกำจัดพวกมันให้หมด"
ทางด้านนัมซาโชกับแชจีคยอมไม่เห็นด้วยที่องค์ชายลีซานจะเสด็จตำหนักอุนยาง
แต่ฮงกุกยองกลับบอกว่า " เราไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดนักหรอกครับ จนทุกวันนี้
องค์ชายยังไม่ได้ปล่อยวางเรื่องงาน ให้ออกจากวังหลวงไปพักผ่อนบ้าง
ไม่แน่อาจเป็นการดีสำหรับพระองค์ก็ได้ ที่สำคัญตอนนี้ องค์ชายก็เป็นตัวแทนฝ่าบาท
ประชุมขุนนาง ตัดสินพระทัยเรื่องใหญ่น้อยอยู่แล้ว
หากมีการย้ายที่ประทับก็ยิ่งเท่ากับประกาศตัวชัดเจน" "อะไรนะ เจ้าบอกว่า
ประกาศตัวหรือ" " ใช่ครับ ไม่เพียงแต่สภาตรวจสอบ แม้แต่ฝ่ายปกครอง
ฝ่ายทหารแลองครักษ์ทุกหน่วยก็ให้ตามเสด็จไปด้วย จะได้แสดงถึงความมีบารมีขององค์ชาย"
"อ้อ ถ้าทำอย่างที่เจ้าเสนอมา เรื่องนี้ก็ยิ่งเป็นผลดีน่ะสิ" "ใช่ครับ แต่ว่า
มีเรื่องหนึ่งที่ข้าเป็นห่วงอยู่" "เรื่องอะไร" " เกี่ยวกับใต้เท้าชองโฮคยอมน่ะครับ
ถ้าต้องการหนีแรงปะทะ จะขอย้ายไปที่อื่นก็ได้ ทำไมต้องอาสาเป็นคนเชิญราชสาส์น
เดินทางพร้อมกับคณะทูตไปยังต้าชิง" "เจ้าจะบอกว่า เขาจะมีเจตนาอื่นงั้นหรือ"
"เขาคงไม่ทำอะไรโดยไม่มีเป้าหมาย คนๆ นี้ถ้าออกหน้า ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่"
จริง ดังที่ฮงกุกยองคาดการณ์ไว้
ชองโฮคยอมสั่งให้โอจองโฮนำจดหมายไปมอบให้ใต้เท้าเว่ยที่เมืองเยี่ยนจิง
เพราะเขาเป็นราชบัณฑิตคนโปรดของฮ่องเต้ และยังเป็นพี่ชายของฮองเฮา
และเป็นอาจารย์ของเขาเอง เมื่อไปถึงเขาจะได้เข้าเฝ้าฮองเฮาทันที
จากนั้นสั่งให้เรียกซองซงยอนมาพบ "เอ่อ คือ มีธุระอะไรหรือคะ" "นั่งก่อนสิ
ข้าอยากกินข้าวกับเจ้าซักมื้อ ทำไมยังยืนอยู่อีก" "เอ่อ คือ ไม่ต้องหรอกค่ะ
เมื่อกี้ข้าเพิ่งกินกับเพื่อนๆ มาแล้ว" "อ้อ งั้นหรือ ถึงกินมาแล้ว
นั่งเป็นเพื่อนข้าหน่อย คงไม่ทำให้เจ้าเสียเวลามากหรอก จริงหรือเปล่า" "เอ่อ คือ หึ
ได้ค่ะ แล้วแต่ท่านจะสั่ง" "หึๆ ข้าได้ยินเรื่องเหลือเชื่อบางอย่าง
เจ้าจะได้ไปเรียนที่กรมศิลปะของต้าชิงหรือ" "เอ่อ ใช่ค่ะ เป็นอย่างงั้นจริงๆ"
"อะไรกัน องค์ชายปูทางให้เจ้าขนาดนี้เชียวหรือ" "เอ่อ คือ ไม่ใช่ค่ะ
เรื่องนี้องค์ชายไม่ได้ทรงทราบอะไรเลย" "งั้นหรือ" "ค่ะ" " เอาเป็นว่า
ในฐานะที่ข้าเคยไปเรียนที่ต้าชิงมาก่อน รู้ว่าถ้าผู้หญิงไปอยู่คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ระหว่างที่เราพักอยู่ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ" "เอ่อ ค่ะ"
"องค์หญิงวาวานก็ ทรงชื่นชมเจ้านัก มีรับสั่งมาว่า
ให้ข้าช่วยแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเรียน จะได้มีความรู้เยอะๆ
เจ้าก็ไม่ต้องเกรงใจข้าล่ะ" "เอ่อ ขอบคุณใต้เท้ามากค่ะ" "อึม เอาล่ะ
วันหลังคงได้เจออีก ตอนนี้ออกไปได้แล้ว" "หึ ค่ะ" ซองซงยอนออกไป0000000000000
องค์ชายลีซานเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจ "เป็นไงบ้าง ที่จะไปตำหนักอุนยาง
เตรียมพร้อมหรือยัง" "พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "ไปอยู่หลายเดือนก็ได้
ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกนะ" "ไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทไม่สู้แข็งแรงนัก
หม่อมฉันยังจะไปอยู่ที่อื่นอีก ต้องขออภัยด้วย" "อึม อย่าห่วงไปเลย
ข้ายังไม่ทิ้งเจ้า จากไปง่ายๆ หรอก" "ฝ่าบาท" "
ข้าจะไม่ให้เจ้ารับช่วงต่อในสภาพที่บ้านเมืองยังง่อนแง่น
ตราบใดที่เจ้ายังกุมอำนาจไม่เต็มที่ ข้าจะอยู่เป็นกำลังสำคัญ ให้เจ้าได้อุ่นใจ
ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก" "ฝ่าบาท" "แต่ยังไงเจ้าก็ ควรเร่งมือหน่อย
ทำไงถึงจะควบคุมขุนนางที่ชอบแตกแถวอยู่เรื่อย เมื่อไปพักผ่อนกลับมา
ก็ต้องมีวิธีมาให้ข้าด้วยล่ะ จะปลดขุนนางที่มีอยู่ทั้งหมดก็ได้
ไม่ว่าเจ้าจะมีความคิดแบบไหน ข้าก็พร้อมรับฟังการตัดสินใจของเจ้า
แต่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ดีด้วย" "หม่อมฉันจะจำไว้พ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าฝ่าบาท
หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลขออย่างหนึ่ง" "เรื่องอะไร ลองพูดมาซิ" "ที่ไปคราวนี้
ให้เจ้ากรมปกครองและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลาย ไปกับหม่อมฉันด้วยได้ไหม"
"แม้แต่ระดับเจ้ากรมก็ให้ตามไปด้วยหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ" "เอาเถอะ
ถ้าเจ้าคิดแบบนี้แสดงว่าคงมีเหตุผลบางอย่าง ไหนๆ ช่วงนี้ก็ไม่มีเรื่องเร่งด่วน
เอาตามนี้ก็ได้" "ขอบพระทัยยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ฮงกุกยองทูลรายงานองค์ชายลีซานว่า "
รายชื่อเหล่าขุนนางที่จะไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ
ส่วนใหญ่เป็นพวกหัวเก่าที่เป็นอริกับองค์ชาย คงกำลังนึกกลัว
เพราะไม่รู้ว่าองค์ชายให้พวกเขาตามไปเพื่ออะไรแน่" "คิดว่าพวกเขากลัวข้าหรือ" "
แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ เพราะตอนนี้ องค์ชายเป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์ ถือไพ่เหนือกว่า
พวกเขาเลยกลัวว่า ถ้าตามเสด็จไปด้วย จะเท่ากับรนหาที่หรือเปล่า" "รนหาที่หรือ? ใช่
อาจเป็นอย่างงั้นก็ได้"
องค์หญิงวาวานเห็นคนที่ตามเสด็จองค์ชายลีซานไปตำหนักอุนยางก็ไม่พอพระทัยนัก
เพราะเป็นคนของนางทั้งนั้น แถมชองโฮคยอมก็ไม่อยู่ด้วย เมื่อ
เจ้าหน้าที่พาซองซงยอนเข้าไปที่ศูนย์รวมศิลปะแห่งต้าชิง ขุนนางเปิดเผยว่า
ไม่สามารถถ่ายทอดวิชาวาดภาพให้ผู้หญิงได้ ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธซองซงยอน
สร้างความหนักใจให้ฮงพงฮันอย่างมาก เพราะไม่สามารถพาซองซงยอนกลับไปด้วยได้
เขาคิดหาวิธีให้นางอยู่ที่นี่ พระเจ้ายองโจทรงมีพระอาการหลงลืม
ทรงเสด็จไปหาพระมเหสีจองซุนเพื่อเสวยน้ำชา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่พอวันรุ่งขึ้นพระมเหสีจองซุนเสด็จมาเฝ้า กลับทรงต่อว่าที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์
สร้างความแปลกพระทัยให้แก่พระมเหสีจองซุนอย่างมากฮงกุกยองทูลองค์ชายลีซานในที่ประชุมว่า
"ต่อไป คือการร้องเรียนของชาวเมือง "กวางจู"
เกี่ยวกับการทุจริตของขุนนางท้องที่พ่ะย่ะค่ะ" "ว่ามา" " เท่าที่สืบรู้มา
ไม่เพียงแต่เมือง "กวางจู" แม้แต่ละแวกใกล้เคียงก็มีขุนนางทุจริตมากมาย
จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่สำคัญ เงินที่พวกเขาได้มา
ล้วนขูดรีดจากราษฎรเพื่อส่งให้ขุนนางในวังอีกต่อ จนทำให้ชาวบ้านต่างก็เดือดร้อน
แทบไม่ได้อยู่เป็นสุขเลยซักวัน" " หน้าที่ของขุนนางคือดูแลทุกข์สุขของราษฎร
แต่ส่วนใหญ่มักหาผลประโยชน์ส่งต่อกันเป็นทอดๆ เรื่องแบบนี้
ทุกท่านเห็นว่าควรจะแก้ไขยังไงดี"พวกขุนนางต่างเงียบ "หึ" "ทำไมไม่มีใครตอบข้าล่ะ
หรือเห็นว่า เป็นเรื่องที่กระทันหัน ทำให้นึกอะไรไม่ออกใช่ไหม"
"หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม ที่องค์ชายมานี่ เพื่อพักผ่อนไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ
เรื่องอื่นไว้กลับไปแล้วค่อยคิดก็ได้" "
ดูเหมือนทุกท่านจะเข้าใจความหมายข้าผิดไปซะแล้ว
ข้าไม่ได้คิดจะมาท่องเที่ยวหาความสำราญ และที่ให้พวกท่านตามมา
ก็ไม่ได้หวังให้พักผ่อนหย่อนใจ ปกติอยู่เมืองหลวง ทุกท่านยังพักผ่อนไม่พออีกหรือ
จำได้เมื่อก่อนฝ่าบาทเคยประทานคำชี้แนะว่า การเป็นพระราชา
ต้องรู้จักดูสีหน้าของเหล่าขุนนางและเดาว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ งั้นตอนนี้
ให้ข้าลองทายใจทุกท่านหน่อยดีมั้ย บ้าจริง องค์ชายให้เราตามมาถึงนี่ทำไมน่ะ
ต้องการอะไรกันแน่ เชื่อว่าทุกท่านคงจะคิดแบบนี้ จริงหรือเปล่า แล้วตอนนี้
ข้าจะคู่ควรเป็นพระราชาได้หรือยัง" "ขอทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ" แชซกจูกล่าวเป็นคนแรก
เหล่าขุนนางกล่าวตาม "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่เห็นต้องอภัยเลย
ทีนี้ตาพวกท่านบ้าง เมื่อข้าได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว
พวกท่านจะไม่แสดงความสามารถบ้างหรือ" เหล่าขุนนางกระแอมนิด " วันนี้เป็นวันแรก
หลายท่านอาจจะนึกสับสน งั้นพรุ่งนี้ค่อยประชุมต่อก็ได้ ถึงตอนนั้นช่วยแสดงความเห็น
ให้ข้ารู้สึกว่าพวกท่านเหมาะจะเป็นขุนนาง รับเบี้ยหวัดจากทางการหน่อยเถอะ เพราะข้า
ไม่ชอบคนที่นั่งกินนอนกิน,ถลุงภาษีของราษฎรเป็นว่าเล่น"
องค์ชายลีซานกล่าวจบก็เสด็จไป "เฮอะ อะไรนะ ให้เราแสดงความสามารถหรือ นี่มัน
หมายความว่าไงน่ะ" ฮงนิมฮันบ่น "ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ นี่แค่เปิดฉากเท่านั้น
ถ้าเรามัวแต่งมโข่ง จะถูกไล่ออกทั้งก๊กด้วยซ้ำ เฮ่ย" "แย่จริง มีอย่างงี้ด้วยหรือ
ทำไงดีล่ะนี่ เฮ่ย" พระชายาโยอึยเห็นองค์ชายลีซานนิ่งเงียบคิดอะไรอยู่ก็ตรัสถาม
"องค์ชาย ทรงมีเรื่องกลุ้มพระทัยหรือเพคะ" "หึ เจ้าดูออกหรือ" "เพคะ"
"ข้าคงเป็นห่วง พระอนามัยของฝ่าบาทที่ทรงชรามากแล้ว อยู่ในวังเพียงลำพังด้วย" "เอ่อ
ทรงห่วงแค่ เรื่องของฝ่าบาทจริงหรือเพคะ" "ถ้าไม่จริง เจ้าคิดว่ายังมีอะไรอีกล่ะ
พินกุง" " เอ่อ ทรงเป็นห่วง ซงยอนอีกคนด้วยหรือเปล่า นางไปอยู่ต้าชิง
ไม่รู้จะสบายดีมั้ย หม่อมฉันก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน นางเป็นเพื่อนขององค์ชาย
ถ้าจะทรงห่วง ก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว" "หึ จะบอกว่าไม่ห่วงคงไม่ใช่
ข้าก็คิดเหมือนเจ้า เป็นห่วงนางว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่โดยใจจริง
ข้าก็อยากให้นางไปดี เพราะเป็นทางที่นางเลือกเอง ก็อยากให้ได้สมหวัง ใหม่ๆ
ก็โกรธที่นางไปโดยไม่บอกกล่าว แต่ตอนนี้กลับเอาใจช่วยให้นางมีความเข้มแข็ง
แค่นึกถึงว่านางอยู่ต่างเมืองต้องอดทนแค่ไหน ข้าเอง ก็จะพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง
เผื่ออีกหน่อยได้เจอ อีก จะได้ไม่แพ้นาง" " ผู้หญิงคนนี้
แม้จะไม่ได้อยู่เคียงข้างองค์ชาย ก็ยังเป็นกำลังพระทัยให้ได้อีก
หม่อมฉันรู้สึกอิจฉานางจริงๆ เพคะ เพราะหม่อมฉันอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แท้ๆ
กลับช่วยอะไรองค์ชายไม่ได้เลย" " อย่าพูดอย่างงั้นสิจ๊ะ ทำไมตัดพ้อข้าแบบนี้ล่ะ
ข้าต่างหากที่ซาบซึ้งในตัวเจ้านัก เกี่ยวกับเรื่องของซงยอน
ถ้าเจ้ามองนางเหมือนผู้หญิงอื่น คงมีความเกลียดชังด้วยซ้ำ
แต่เจ้ายังมีความเอื้อเฟื้อต่อนาง ทำให้ข้ารู้สึกตื้นตัน
เชื่อว่าซงยอนก็คงคิดเหมือนกัน" เทซูไปดื่มเหล้าและมีเรื่อง
ซอจงบูกับคังซกกีรู้ก็ตามไปแก้แค้นให้แต่ก็สะบักสะบอมกลับมาทั้งสามคน
องค์ชายลีซานเห็นก็ทรงทักว่าเกิดอะไรขึ้น ฮงกุกยองตอบแทนว่า
"ไปมีเรื่องกับแขกที่โรงเตี๊ยมพ่ะย่ะค่ะ แต่ละคนโดนซ้อมกลับมา
หน้าตาเลยเป็นอย่างที่เห็น" "แต่ละคนโดนซ้อม หมายถึงพวกเจ้าน่ะหรือ" "เอ่อ
ทรงฟังหม่อมฉันอธิบายก่อน ตอนนั้นเพราะหม่อมฉันเมามากก็เลย เอ่อ"
"ต่อให้เมายังไงก็ช่าง เทซูบอกว่าทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้เลย
แสดงว่าพวกนั้นคงจะเก่งมาก" "ขนาดคนที่ฝีมือดีสุดของเรายังแพ้ยับกลับมา
หม่อมฉันชักสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ หรือองค์ชายว่ายังไง" "ข้าก็รู้สึกแปลกใจ"
"หม่อมฉันมีข้อเสนอ เรามาเล่นอะไรสนุกๆ ดีกว่า"
ฮงกุกยองสั่งให้ทหารไปจับตัวชายสองคนที่ทำร้ายพวกเทซูมา
"ข้าคือเจ้าหน้าที่จากสภาตรวจสอบ คนที่ทำร้ายทหารของเรา คือเจ้าหรือ"
"ก็มันน่าสั่งสอนจริงๆ เป็นทหารซะเปล่า ช่างฟ้องยังกะเด็กสามขวบก็ไม่ปาน" เทซูโมโห
"ว่าไงนะ" ฮงกุก ยองโต้ว่า "ถ้าใครมาว่าข้าอย่างงั้น ข้าคงโกรธเหมือนกัน
พวกเขาเป็นทหารที่ทำงานซื่อสัตย์ บางครั้งแค่ไปดื่มเหล้าคลายเครียด
แค่นี้ก็ต้องถูกประณามด้วยหรือ" "ถ้าเป็นหน่วยคุ้มกันพิเศษขององค์ชาย
และตั้งใจทำงานจริง คงไม่มีเวลาดื่มเหล้าคลายเครียดหรอก แต่ก็อย่างว่า
ขนาดองค์ชายที่ว่าเป็นห่วงเป็นใยราษฎรนักหนา ยังมีเวลามาพักผ่อนหย่อนใจ
แล้วจะไปว่าลูกน้องก็ไม่ถูก" "หึ เจ้านี่ คารมคมคายนัก แล้วทำไม เพื่อนเจ้าคนนี้
ไม่มีปากพูดหรือไง" ฮงกุกยองว่า "ถ้าเดาไม่ผิดละก้อ ที่ใช้กำลังคือคนนี้
ส่วนที่ใช้คารม คงเป็นเจ้ากระมัง" "เพื่อนข้าเป็นประเภทพูดน้อยต่อยหนัก
ใครไม่เคยเห็นก็คงตกใจ แต่ไม่นึกว่า เทียบกับทหารที่อ่อนหัด เขายังเก่งกว่าซะอีก"
"ใต้เท้า" ซอจังบูก็เดือด "เทซู ข้าเหลือทนเต็มที ถ้าไงให้ข้า
ประลองกับหมอนี่หน่อยเถอะ" "เอางั้นก็ได้ ข้าชื่อ ลีบูต๊อก" องค์ชายลีซานแนะนำตัว
"ลักษณะของท่าน เหมือนเป็นผู้มีวาสนา คงเป็นขุนนางที่มากับองค์ชายลีซานล่ะสิ" " ใช่
ข้าชอบดูการต่อสู้ คนไหนฝีมือดีก็ยิ่งชื่นชม เอางี้มั้ย อย่าดูเฉยๆ
เรามาเดิมพันกันหน่อย ข้าว่าคนของเราชนะ ส่วนเจ้า ก็เล่นข้างเพื่อนละกัน" "หึ
คิดจะวางเงินซักเท่าไหร่" "50 ตำลึงเป็นไง ทำไม น้อยไปงั้นหรือ"
ชายคนที่พูดน้อยกล่าวว่า "ข้าไม่เล่นด้วย ข้าไม่ใช่พวกต้มตุ๋น รู้ว่ายังไงก็ชนะ
ยังจะหลอกเงินเขาอีก" " ไม่ก็เอางี้ดีกว่า ถ้าเพื่อนข้าเป็นฝ่ายแพ้
ข้าจะคุกเข่าคำนับให้ท่าน แต่ว่า ถ้าคนของท่านแพ้ ท่านก็ต้องคุกเข่า
คำนับให้ข้าเหมือนกัน" เทซูอึ้ง "อะไรนะ เอ่อ" แต่องค์ชายลีซานกลับตอบว่า "ตกลง
เอาตามนี้" เทซูตกใจ "เฮ้ย องค์ชาย" "ยืนเฉยทำไมอีก เริ่มประลองได้แล้ว"
องค์ชายลีซานสั่ง ซอจังบูสู้กับชายคนที่พูดน้อยทันที

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ 33

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 34

องค์ ชายลีซานทอดพระเนตรการต่อสู้ของชายคนนั้นกับซอจังบู
พระองค์รู้สึกว่าไม่เคยเห็นกระบวนท่าแบบนี้
และการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ซอจังบูบาดเจ็บ องค์ชายลีซานจะคำนับตามคำสัญญา
แต่พวกฮงกุกยองต่างไม่ยอม และเปิดเผยให้รู้ว่าเป็นองค์ชายลีซาน
ทั้งสองรีบคำนับขออภัย "ไม่ทราบว่าเป็นองค์ชาย ซ้ำยังใช้คำพูดเหิมเกริมอีก
ขอได้โปรด ทรงอภัยให้เราด้วยพ่ะย่ะค่ะ" " ไม่เป็นไรหรอก อย่าเกรงใจเลย
เป็นความผิดของข้าต่างหากที่ไม่ยอมเผยฐานะ ปล่อยให้เข้าใจผิด
เมื่อกี้ที่เดิมพันกับเจ้า ถือว่าไม่ใช่องค์ชาย และตอนนี้ข้าก็ยังจะทำตามคำพูดอยู่"
"ช่างเถอะพ่ะย่ะค่ะ ทรงลืมเรื่องนี้ไปซะดีกว่า เหมือนที่องค์ชายมีรับสั่ง เมื่อกี้
หม่อมฉันแค่เดิมพันกับคนธรรมดา หาใช่องค์ชายผู้สูงศักดิ์ ข้อตกลงจึงเป็นโมฆะไป"
"เจ้าก็ฉลาดเหมือนกัน เมื่อกี้แสดงท่าทีก้าวร้าวต่อองค์ชาย ก็จะให้แล้วไปใช่ไหม
ดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ สองฝ่ายถือว่าเสมอภาค ไม่มีใครติดค้าง" "หึ นั่นสิ เอางั้นก็ได้
เท่าที่ข้ารู้ ฝีมือเจ้าร้ายกาจแทบไม่มีใครสู้ได้ ส่วนเจ้า
ก็มีความรอบรู้ในวิชาการหลายแขนง แล้วทำไมคนเก่งอย่างพวกเจ้า
กลับมาเก็บตัวอยู่ในชนบทล่ะ" ชายคนแรกอึกอัก ชายอีกคนตอบว่า "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ
ถ้ามีการสืบข่าวจริง องค์ชายคงจะทราบว่าเราสองคนเป็นลูกอนุฯ" "นี่คือเหตุผล
ที่พวกเจ้าไม่อยากไปข้องแวะกับใครงั้นหรือ" "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ
หากไม่ใช่ชนบทที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงหรือราชสำนักคงไม่มีที่ยืนให้เราได้"
ฮงกุกยองกล่าวว่า "แต่ด้วยความสามารถของพวกเจ้า ถ้าจะรับราชการ ในปี “คยองยิน”
ก็คงจะ" " หมายถึงปีที่พระราชาทรงอนุญาตให้ลูกอนุฯ เข้าสอบใช่ไหม
ใต้เท้าคงไม่รู้อะไร แม้จะมีราชโองการออกมา แต่ก็ยากจะเปลี่ยนค่านิยมของผู้คนได้
ความจริงกับอุดมการณ์มักสวนทางกันเสมอ ข้อนี้ท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ" ฮงกุกยองเข้าใจ
"อึม" " เจ้าพูดมาก็ถูก ความอคติที่มีต่อลูกอนุฯ
ทำให้หลายคนหมดโอกาสที่จะได้รับใช้บ้านเมือง แต่เรื่องนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง
ข้าจะเปลี่ยนกฎใหม่ ให้เลือกคนที่ความสามารถมากกว่าชาติกำเนิด เพราะฉะนั้น
ถ้ามีโอกาส พวกเจ้าจะยอมทำงานให้บ้านเมืองหรือเปล่า" "เฮ่อ ขอทรงอภัยด้วย เราสองคน
คงยากจะทำตามข้อเสนอขององค์ชายได้ ในปี “คยองยิน”
หลังจากพระราชาทรงเปิดกว้างเรื่องการเข้าสอบ จนทำให้พวกเราเริ่มมีความหวังใหม่
แต่แล้ว ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ขุนนางมีแต่ชนชั้นสูงที่ถือยศถือศักดิ์
แม้ว่าองค์ชายจะทรงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง
แต่ยังไงคงต้านเสียงคัดค้านของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ไม่ไหวแน่ เพราะฉะนั้น
เราไม่อยากไปเสี่ยงกับทางการ ที่มองไม่เห็นอนาคตพ่ะย่ะค่ะ" "น่าเสียดายคนเหล่านี้
มีความสามารถแต่ไม่มีช่องทางทำงาน เห็นแล้วก็น่าเจ็บใจแทน" "ใช่
ที่น่าเสียดายและน่าอนาถ คือบ้านเมืองของเรา ที่ช่างล้าหลังนัก" องค์
หญิงวาวานมาเข้าเฝ้าพระมเหสีจองซุน และทูลเตือนเรื่องเข้าเฝ้าพระเจ้ายองโจ
พระมเหสีจองซุนทรงโกรธแต่ก็นิ่งไว้ ทรงเก็บความแค้นไว้ แชซกจูเข้าเฝ้าองค์ชายลีซาน
และขอคุยเป็นการส่วนพระองค์ "เอาล่ะ ทุกคนออกไปหมดแล้ว จะพูดอะไรกับข้า" "
ยังทรงจำได้ไหมว่า วันก่อนองค์ชายมีรับสั่งอะไรกับหม่อมฉัน ถ้าคิดจะอยู่ต่อไป
ให้หม่อมฉันหาวิธีสลายขั้วอำนาจต่างๆ ก่อนจะถึงวันที่องค์ชายขึ้นครองราชย์
และวันนี้ หม่อมฉันจะมีคำตอบมาให้องค์ชาย ก่อนอื่น เรื่องที่มีการวางระเบิด
อย่าทรงถือสาหาความอีก จะไม่มีการเอ่ยถึง หรือสาวลึกต่อไป ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า
รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ทรงเอาเรื่องอีก" "นี่ก็คือ
คำตอบที่ท่านคิดว่าข้าต้องการจะฟังงั้นหรือ" " ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลอีก ตอนนี้ฮงกุกยอง รับบัญชาจากองค์ชาย
กำลังขุดคุ้ยเรื่องของหม่อมฉันและคนอื่นต่อไป เชื่อว่า
คงจะได้ข้อมูลมากขึ้นตามลำดับ แต่ขอให้องค์ชาย ยุติการสืบเรื่องนี้ซะ ที่สำคัญ
การติดต่อระหว่างขุนนางและพ่อค้า ก็มีมานานจนเหมือนเป็นธรรมเนียม
ถ้าจะสืบว่าใครทำผิด หม่อมฉันว่าเห็นจะป่วยการเปล่าๆ
ไม่มีขุนนางคนไหนไม่เคยรับสินบนจากพ่อค้า ถ้าองค์ชายจะทรงตรวจสอบจริง
ก็เท่ากับเล่นงานขุนนางทั้งหมดของราชสำนัก กวาดล้างจนแทบไม่เหลือ" "น่า สนใจดี
ข้าให้ท่านช่วยหาทางออก ปรากฎว่าท่านไปใช้ความคิดจริงๆ ถึงขนาด
บอกให้ข้าเลิกไต่สวนเบื้องหลังของเหล่าขุนนาง โดยเฉพาะขั้วอำนาจเก่า
แต่ข้าก็รู้ว่าคนอย่างท่าน คงไม่มาต่อรองกับข้าสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก งั้นก็ลองว่ามา
ถ้าข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน จะมีอะไรมาตอบแทนให้ข้าพอใจหรือเปล่า"
พระมเหสีจองซุนเกิดความเคลือบ แคลงสงสัยว่า
เหตุใดพระพลานามัยของพระเจ้ายองโจทรงแปลกไป
ดังนั้นจึงตัดสินใจแอบพาหมอเข้ามาสอบถามพระอาการของพระเจ้ายองโจ
หมอทูลพระมเหสีจองซุนว่าเป็นไปได้ว่าพระเจ้ายองโจทรงเป็นโรคความจำเสื่อม
แต่จะให้แน่ต้องตรวจ หมอแนะนำให้พระเจ้ายองโจลองเสวย ไคกึน
ซึ่งหมายถึงรากของต้นจิบปุน ก็จะทำให้รู้ว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า
พระมเหสีจองซุนคิดว่าต้องรู้ก่อนที่องค์ชายลีซานจะกลับมา เมื่อพระมเหสี
จองซุนทรงสดับเช่นนั้นก็เสด็จไปที่ห้องเครื่องเพื่อคัดเลือกนางกำนัลที่ไว้
ใจได้มาใช้งาน แล้วก็ทรงทราบแน่ชัดว่าพระเจ้ายองโจทรงเป็นโรคความจำเสื่อม
พระมเหสีจองซุนรับสั่งไม่ให้มหาดเล็กบอกใคร
เพราะไม่อยากให้การประชวรของพระองค์ทำให้คนอื่นไม่เป็นอันทำงานทำการกัน ช่าง
เขียนตั๊กร่วมลงทุนกับลีชองและดัลโฮนำโสมมาขาย แต่ปรากฎว่าถูกกดราคา
ทำให้ต้องขายขาดทุน ช่างเขียนตั๊กต่อว่าลีชองอย่างมาก เพราะให้เขาลงทุนไปเยอะ
ฮงพงฮันเรียกซองซงยอนมาคุยเรื่องเรียนที่กรม ศิลปะของต้าชิง ทางนี้ไม่รับ
แต่เธอก็จะกลับโชซอนไม่ได้ แล้วก็สั่งให้ลูกน้องพาซองซงยอนออกไปทันที
ซองซงยอนพยายามร้องขอ ซองซงยอนจึงไปขอพบใต้เท้าเกาที่อยู่ศูนย์ศิลปะ
และขอร้องให้อ่านจดหมายก่อน ใต้เท้าเกาไม่สน
พอดีชองโฮคยอมมาเห็นและช่วยพูดว่าซองซงยอนมากับเขา
และทำให้ซองซงยอนเข้าพบกับขุนนางท่านหนึ่ง แถมฟังภาษากับนางและอ่านจดหมายได้ "หึ
ไม่ต้องตกใจหรอก ภรรยาข้าเป็นชาวโชซอน เลยพูดภาษาของพวกเจ้าได้ อีกอย่าง
ข้าได้อ่านจดหมายที่เจ้านำมาแล้ว บอกว่า ขนาดโชซอนยังให้ผู้หญิงเป็นช่างเขียนได้
แล้วต้าชิงกลับกีดกันผู้หญิง ช่างทำให้เสียภาพลักษณ์ของความเป็นอารยะจริงๆ
เจ้ากล้าพูดได้ขนาดนี้เชียวหรือ" "เอ่อ ข้าน้อยขอโทษ ถ้าทำให้ท่านไม่พอใจ แต่ว่า
เพราะเห็นข้าเป็นผู้หญิง เลยปฏิเสธไม่ยอมให้ศึกษาต่อ รู้สึกเป็นเหตุผลที่ไม่สมควร"
" เหตุผลไม่สมควรยังไงกัน สิ่งที่โชซอนทำได้ แต่ทำไมต้าชิงทำไม่ได้ใช่ไหม
แต่เจ้ามีสิทธิ์อะไร ที่จะเอาศูนย์ศิลปะเล็กๆ ที่โชซอน
มาเทียบกับกรมศิลปะของเราได้น่ะ หนำซ้ำ
ยังเอามาตรฐานของช่างเขียนโชซอนมาเปรียบกับเราซะอีก" "เคยได้ยินว่า
ต้าชิงมีจิตรกรหญิงสองคนที่ชื่อเสียงโด่งดัง แล้วทำไมไม่สนับสนุนต่อไปล่ะครับ
อย่างน้อย ก็ให้นางได้แสดงฝีมือก่อน" " จริงอยู่ เคยมีกรณีอย่างงั้น
แต่ก็ถือว่าน้อยมาก ในเมื่อใต้เท้าออกหน้า แถมใต้เท้าเว่ยก็กำชับมา
เราก็จะรับนางไว้ แต่ว่า เราจะไม่รับคนที่ฝีมือไม่ถึง
ที่นี่อาจไม่เหมือนศูนย์ศิลปะที่โชซอน ซึ่งมีการใช้เส้นสาย
อยู่นี่ถ้าไม่เก่งจริงก็คือต้องออก" "เอ่อ โทษนะคะใต้เท้า
ข้าก็ไม่เคยคิดจะใช้เส้นสายมาเรียนต่อเหมือนกัน แม้ว่าข้ายังด้อยประสบการณ์อยู่มาก
แต่ศูนย์ศิลปะที่โชซอนก็ใช่ว่าจะเข้าได้ง่ายๆ ไม่แน่จริงก็ต้องออกเหมือนกัน" "อ้อ
งั้นหรือ" "ตอนอยู่ที่โชซอน ข้าไม่ได้อาศัยใครจนได้เป็นช่างเขียนนะคะ เพราะฉะนั้น
ถ้าคราวนี้มีโอกาสมาเรียนที่นี่ ข้าก็จะใช้ความสามารถตัวเอง" "อ้อ
ใช้ความสามารถตัวเอง หมายความว่า เจ้าจะแสดงผลงานให้ดูใช่ไหม"
ซองซงยอนตอบอย่างมั่นใจ "ค่ะ" แล้วซองซงยอนก็เขียนภาพเขากึมกัง 4 ภาพ
ซึ่งวาดตามฤดูกาล ขุนนางดูแล้วชื่นชมมาก
องค์ชายลีซานกลับมาก็เสด็จมาเฝ้าพระเจ้ายองโจ "ทรงสำราญดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "ดี
ข้าสบายดีอยู่แล้ว สีหน้าเจ้าก็ไม่เลวนี่" "ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" "ตกลงเป็นไงบ้าง
เจ้าบอกว่ากลับมาเมื่อไหร่ จะมีวิธีรับมือกับขุนนางที่เป็นขั้วอำนาจเก่า
คิดได้หรือยัง" "ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ" "ทำไงบ้ าง" "วิธีการนั้น
เหล่าขุนนางเป็นฝ่ายเสนอเองพ่ะย่ะค่ะ" "เป็นฝ่ายเสนอเองหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ
รออีกซักพัก สิ่งที่หม่อมฉันเคยทูลไว้ ก็จะเห็นเป็นรูปธรรมขึ้น"
ขณะที่พระมเหสีจองซุนทราบก็ให้ซังกุงไปตามเจ้ากรมปกครองแชซกจูมาพบเงียบๆ
เทซูเข้าเฝ้าองค์ชายลีซานบอกว่ามีเรื่องจะทูล " คือ สองคนที่เจอตอนไปพักผ่อน
ฝีมือสูงนัก หม่อมฉันไปพูดให้พวกทหารฟัง พวกเขาต่างก็สนใจ จริงอยู่ที่ว่าทหารของเรา
ปกติมีครูฝึกมาสอนอยู่แล้ว แต่การฝึกตามกฎของกรมฯ มักมีข้อจำกัดและซ้ำซากจำเจ
ไม่เหมือนวิชายุทธที่คนข้างนอกใช้
มีความแปลกใหม่และเหมาะกับการต่อสู้ในปัจจุบันมากกว่า
หม่อมฉันคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการอารักขาองค์ชายด้วยซ้ำ" "ใช่ ข้าเข้าใจ
แล้วจะหารือกับใต้เท้าแช ว่าควรทำไงดี" "หึ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ" "หึ
ไม่รู้ว่าตอนนี้ ซงยอนจะอยู่สบายดีหรือเปล่า" " เอ่อ หม่อมฉันอาจจะทูลช้าไปหน่อย
แต่ว่า ก่อนนางจะไป องค์ชายน่าจะหาทางรั้งตัวนางไว้
ขอเพียงองค์ชายมีรับสั่งเท่านั้น หม่อมฉันเชื่อว่า นางคงไม่ไปอยู่ต้าชิงง่ายๆ
โดยไม่ห่วงใครเลย" "ข้าก็ เคยคิดทำอย่างงั้น บอกตามตรง
ใจจริงไม่อยากให้นางไปด้วยซ้ำ แต่พอนึกถึงอนาคตของนาง ข้าก็พูดไม่ออก
การได้เรียนต่อเพื่อเป็นจิตรกร เป็นความฝันของนางอยู่แล้ว จะให้ข้าเห็นแก่ตัว
ทำลายความหวังของนางได้ยังไง" "ความหวังของนาง คือต้องการเป็นจิตรกร
องค์ชายทรงคิดอย่างงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ แสดงว่าองค์ชาย
ไม่เคยรู้สิ่งที่นางต้องการอย่างแท้จริงคืออะไร" "ข้าไม่รู้สิ่งที่นางต้องการหรือ
หมายความว่าไงน่ะ" "หึ เอ่อ ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันก็เดาส่งไปอย่างงั้น เอ่อ
ถ้าไง หม่อมฉันขอทูลลาก่อน" ด้านแชจีคยอมก็ถามฮงกุกยองว่าเรื่องที่สืบไปถึงไหนแล้ว
" เหมือนที่เราคิดไว้แต่แรก เงินที่บรรดาพ่อค้าลงขัน จะถูกส่งไปโรงเรียนที่
“จินซาน” จากนั้น ค่อยทะยอยส่งให้พวกขุนนางอีกต่อ
เพื่อไม่ให้ดูว่ารับจากพ่อค้าโดยตรงน่ะครับ" "ทำกันขนาดนี้เชียวหรือ"
พอดีนัมซาโชเข้ามาบอกว่าองค์ชายลีซานให้เข้าเฝ้า "
นี่คือบัญชีรับจ่ายที่ได้จากพ่อค้ารายใหญ่คนหนึ่ง
ต่อไปก็คือตรวจค้นที่โรงเรียนจินซาน ว่าแหล่งที่มาของรายได้
มาจากพวกพ่อค้าสนับสนุนจริงหรือเปล่า โดยเทียบกับบัญชีเล่มนี้ก็จะรู้ความจริง"
"แต่ว่า โรงเรียนจินซาน ไม่ใช่ที่ๆ จะตรวจค้นได้ง่ายๆ" " หม่อมฉันได้หาวิธีไว้แล้ว
แค่ให้องค์ชาย ไปขอราชโองการจากฝ่าบาท,เราก็สามารถตรวจค้นได้แล้ว
หากได้หลักฐานพร้อมมูล ไม่เพียงขุนนางท้องที่
แม้แต่พวกทุจริตในวังก็จะถูกกวาดล้างหมด" "เรื่องนี้ ให้พักไว้ก่อนเถอะ" "เอ่อ นี่
ทรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ที่เราตรวจสอบมา
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้ากับกลุ่มอำนาจเก่า ให้หยุดเพียงเท่านี้" "แต่
ทุกอย่างคืบหน้าไปมากแล้ว ทำไม ให้ระงับกลางคันล่ะพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่อยากรู้อะไรอีกแล้ว" ทั้ง สามอึ้งไป "เป็นไปได้ยังไง
หม่อมฉันไม่เชื่อว่าไม่ทรงอยากรู้ คนที่ต้องการจะเล่นงานพวกเขา
ก็คือองค์ชายไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจู่ๆ สั่งระงับล่ะพ่ะย่ะค่ะ" "ทำไมข้าถึงสั่งหยุด
อีกไม่นานท่านจะรู้เอง" และ ในที่ประชุม แชซกจูก็เสนอให้บรรดาลูกอนุฯ
ที่เคยมาสมัครขุนนางได้เข้ามาแทนตำแหน่งขุนนางที่ว่างอยู่
ขุนนางหลายคนแปลกใจมากที่แชซกจูทำเช่นนี้ แชซกจูกล่าวว่า "พวกเขาถูกกีด
กันตั้งแต่สมัยก่อน เป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพียงเพราะชาติกำเนิดต่ำต้อย
จึงไม่ได้รับใช้บ้านเมือง ข้าว่าเป็นความเสียหายต่อส่วนรวมมากกว่า ฝ่าบาท
หม่อมฉันยังมีเรื่องจะทูลอีกพ่ะย่ะค่ะ" "พูดมาได้เลย" "ทุกวันนี้ ราชสำนัก
เหมือนบ่อน้ำที่ไม่ได้เปลี่ยนถ่ายเป็นเวลานาน และถูกคนบางคนกุมอำนาจไว้เสร็จสรรพ
หม่อมฉันเห็นว่าถ้าจะให้บ้านเมืองดีขึ้น สมควรมีการถ่ายเลือดใหม่
ชะล้างสิ่งสกปรกให้หมดไป ฉะนั้น ไม่เพียงลูกอนุฯ เท่านั้น แม้แต่อดีตขุนนาง
ที่เคยมีความดีความชอบแต่ถูกใส่ร้าย ก็ควรให้กลับมาทำงานใหม่
สมกับนโยบายของฝ่าบาทที่เคยเปิดกว้างพ่ะย่ะค่ะ" "เอ่อ นี่ ท่านเจ้ากรม นี่มัน
อะไรของท่านน่ะ" " ไม่เพียงแต่แค่นี้ นอกจากวงการขุนนางที่เน่าเฟะ
หาความเจริญไม่มีแล้ว แต่ไหนแต่ไร ยังมีเหล่าพ่อค้าที่ได้รับสัมปทาน ขูดรีดชาวบ้าน
กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋า หม่อมฉัน ยินดีสนับสนุนนโยบายปฏิรูปใหม่ขององค์ชาย
ยกเลิกระบบอุปถัมภ์ ถือยศถือศักดิ์ ทั้งยังหวังจะเห็น
บ้านเมืองได้พัฒนาไปสู่ความรุ่งเรืองพ่ะย่ะค่ะ" ชองโฮคยอมเข้าเฝ้าองค์หญิงวาวาน
ทรงถามว่าเขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวังหรือยัง ชองโฮคยอมแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น "
เฮ่อ ในวังเกิดเรื่องใหญ่เข้าแล้ว เห็นชัดว่า เจ้ากรมแชหักหลังพวกเราแน่
ไม่งั้นทำไมถึงได้กลับตาลปัตร แสดงว่าเจ้ากรมแช
แปรพักตร์ไปเข้ากับองค์ชายมากกว่า"

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ 34

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ และก็ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านค่ะ

เครดิต : www.oknation.net/blog/lakorn

Readlakorn เว็บเรื่องย่อละครรายตอนตามบทโทรทัศน์ช่อง3,5,7,นิยาย ไทยรัฐ,
ละครเกาหลี,ละครไต้หวัน (Series), ลิ้งค์(Links) ดูละคร Youtube, ลิ้งค์ดาวน์โหลด
(Download) เพลงละคร OST. และ เพลง MP3 ทั่วไป ทั้งVampires (แวมไพร์) Sumo อื่นๆ
เรื่องย่อละคร
ลีซานจอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน เมียหลวง บริษัทบำบัดแค้น
แม่ค้าขนมหวาน สายสืบดิลิเวอรี่ คุณแม่จำแลง เมนูรักเชฟมือใหม่ ดำขำ ปอบผีฟ้า
ตะวันชิงดวง คุณชายไฮโซกับคุณหนูโอท็อป Hello! My Lady

Readlakorn

Related Posts



8 comments:

Anonymous said...

ขอบคุณค่ะ...อ่านเต็มอิ่มจริง ๆ เลย

Anonymous said...

ชอบมาก อยากรู้ตอนจบ

Anonymous said...

ขอบคุณมากมากค่ะ
จะได้เก็บตกจากที่ไม่ได้ดู อิอิ

Unknown on 3/04/2009 said...

ขอบคุณมากๆค่ะ

Anonymous said...

thank a lot มาอีกเมื่อไร ชอบมากๆ

Anonymous said...

ช่วงนี้ติดมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ คุณลีลี่ ด้วยค่ะ จะได้มีละครดีๆ ไว้อ่านกัน

Anonymous said...

อยากรู้ว่าตอนจบจะจบยังไง แล้วองค์ชายรู้สึกยังไงกับซองยอนกันนะ

Anonymous said...

ชอบเรื่องนี้มาก ๆ อยากรู้ตอนจบ

 

Recommended Product

  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads
  • ads

My Blog List

Read Lakorn Copyright © 2009 Shopping Bag is Designed by Ipietoon Sponsored by Online Business Journal